จากตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนธันวาคม 2552 ที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ที่สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2552 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าจีดีพีที่ปรับผลของฤดูกาลในไตรมาสที่ 4/2552 จะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Seasonally Adjusted Quarter-on-Quarter) สูงกว่าที่ขยายตัวร้อยละ 1.3 ในไตรมาสที่ 3/2552 ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จีดีพีในไตรมาสที่ 4/2552 อาจขยายตัวร้อยละ 4.5 (YoY) จากที่หดตัวร้อยละ 2.8 ในไตรมาสก่อน โดยเป็นการพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส
จากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายที่ออกมาดีกว่าคาด จึงทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2552 อาจหดตัวลงเพียงร้อยละ 2.6 ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ยังมองว่า ปัจจัยที่เกื้อหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาน่าจะยังคงมีแรงส่งอย่างต่อเนื่องให้เศรษฐกิจไทยในปี 2553 สามารถพลิกฟื้นกลับมาขยายตัวเป็นบวก อีกทั้งน่าจะเติบโตได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่แข็งแรงขึ้น ความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการไทย และราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ขึ้นมาเป็นร้อยละ 3.0-4.0 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.5-3.5
ในระยะสั้น โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 1/2553 เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบต่อบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภค การท่องเที่ยว และการลงทุน ที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นมาเป็นลำดับ ขณะที่ความวิตกกังวลต่อปัญหามาบตาพุดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน อย่างไรก็ดี คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์น่าจะมีทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้น เนื่องจากคาดว่าการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งและการลงทุนในโครงการสำคัญต่างๆ น่าจะมีความคืบหน้าเร็วขึ้น นอกจากนี้ ทางออกสำหรับโครงการลงทุนในมาบตาพุดน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น และหากบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองผ่อนคลายลง ก็น่าจะปูทางไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและแข็งแรงขึ้นในระยะต่อไป
สำหรับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญในปี 2553 อันดับแรกยังคงเป็นประเด็นทางการเมืองที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด รองลงมาคือปัญหาระงับโครงการลงทุนในมาบตาพุด ซึ่งรัฐบาลควรเร่งวางหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ และชี้แจงสร้างความเข้าใจให้แก่นักลงทุนโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภค ส่วนในด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ แม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่เศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคก็ยังมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันไป ทั้งการว่างงานสูงในประเทศพัฒนาแล้ว และปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งบางประเทศเผชิญความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ และปัญหาหนี้ที่สูงถึงระดับที่น่ากังวล
ดูรายละเอียดฉบับเต็ม
ดูรายละเอียดฉบับเต็ม (เฉพาะสมาชิกประเภท K-Econ Analysis เท่านั้น)