5 มีนาคม 2010
      ไทยควรเร่งสร้างความได้เปรียบในอุตฯรถจักรยานยนต์หลังการเปิดเสรีอาเซียน (มองเศรษฐกิจฉบับที่ 2773)

       

      อาเซียนนับเป็นกลุ่มประเทศที่มีปริมาณการใช้รถจักรยานยนต์ในหมู่ประชากรอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้นอกจากตลาดอาเซียนจะมีประชากรรวมกันถึงประมาณ 600 ล้านคนแล้ว ด้วยเหตุผลอีก 2 ประการที่สำคัญทั้งเรื่องความไม่พร้อมของระบบขนส่งมวลชนในแต่ละประเทศ รวมถึงประชากรส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ยังคงมีรายได้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้รถจักรยานยนต์กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ในภูมิภาค อุตสาหกรรมการผลิตรถจักรยานยนต์จึงก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค  

      อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ปัจจุบันประเทศในกลุ่มอาเซียนได้เปิดเสรีการค้าต่อกันมากขึ้น ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องลงทุนการผลิตรถจักรยานยนต์ในประเทศเพื่อลดต้นทุนด้านภาษีลดลง แนวโน้มการลงทุนจากบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตที่มีส่วนแบ่งส่วนใหญ่ในตลาดรถจักรยานยนต์ในอาเซียน จึงมีโอกาสที่จะเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม โดยมีแนวโน้มที่จะรวมฐานการผลิตไปยังแหล่งที่สามารถสร้างกำไรให้บริษัทได้สูงขึ้น ซึ่งลักษณะของฐานการผลิตที่นักลงทุนให้ความสำคัญ คือ การมีขนาดตลาดในประเทศที่ใหญ่ ทว่าตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศของไทยขณะนี้ เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ทำให้โอกาสขยายตลาดในประเทศมีน้อย เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงกว่าในการขยายตลาดในประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม จึงทำให้ไทยอาจต้องหาแนวทางสร้างความน่าดึงดูดในด้านอื่นๆ สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ของไทย

      แม้ว่าปัจจุบันไทยจะยังมีจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ยังคงความเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคที่เหนือกว่าคู่แข่ง และปัญหาด้านแรงงานที่น้อยกว่า ซึ่งไทยต้องพยายามรักษาจุดแข็งดังกล่าวและพัฒนาให้เหนือกว่าคู่แข่งยิ่งขึ้น ทว่าจุดอ่อนของไทยที่สำคัญ คือ ความไม่มีเสถียรภาพทางสังคมและการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งมีโอกาสส่งผลกระทบที่สำคัญต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนคำนึงถึง และเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ไทยยังด้อยกว่าประเทศคู่แข่งพอสมควร ดังนั้นภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงควรพยายามสร้างเสถียรภาพในสังคมและการเมืองให้เพิ่มสูงขึ้น เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาวต่อไป 

      แผนผังเว็บไซต์ | เงื่อนไขการใช้บริการ ©สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2553 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
      เลขที่ 400/22 อาคารธนาคารกสิกรไทย ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์: 0-2273-1144 โทรสาร: 0-2270-1018, 0-2270-1235, 0-2270-1569, 0-2271-4032