ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) คงจะมีมติให้ตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.25 ในการประชุมรอบที่สองของปีในวันที่ 10 มีนาคม 2553 เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของไทยที่ยังไม่เร่งตัวมากนัก โดยเฉพาะจากฝั่งอุปสงค์หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน น่าจะเอื้อให้ กนง.ยังมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายผ่านอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำได้ต่อไป อย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 โดย กนง.คงเลือกที่จะรอให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากกว่านี้ จึงค่อยพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสมในอนาคต ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
แม้ว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยจากทางการจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระยะอันใกล้นี้ แต่ภายใต้การคาดการณ์แนวโน้มขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป รวมถึงการแข่งขันกับช่องทางการลงทุนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระทรวงการคลังมีแผนจะออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง วงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาท ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนนี้ สถาบันการเงินต่างๆ อาจยังคงมีการสะสมสภาพคล่องด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินออมพิเศษที่ให้ผลตอบแทนจูงใจออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจเอกชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการปรับขึ้นของระดับราคาสินค้าทั่วไป ตลอดจนเพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาด ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินภายใต้ภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันเองและกับช่องทางการลงทุนอื่นๆ ดังกล่าว น่าจะช่วยให้ผู้ออมมีทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายและตรงกับความต้องการมากขึ้น
ขณะที่ ภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง (บนพื้นฐานปัจจัยการเมืองไม่มีเหตุรุนแรง) คงจะส่งผลตามมาให้ตลาดเพิ่มโอกาสที่ กนง.จะส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับต่ำในปัจจุบันสู่ระดับที่เป็นกลางมากขึ้น (Neutralized) ซึ่งแนวโน้มดังกล่าว คงจะมีผลต่อทิศทางอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้และต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเอกชนให้มีโอกาสขยับสูงขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดูรายละเอียดฉบับเต็ม
ดูรายละเอียดฉบับเต็ม (เฉพาะสมาชิกประเภท K-Econ Analysis เท่านั้น)