จากยอดคงค้างสินเชื่อสุทธิและเงินฝาก รวมถึงสินทรัพย์สภาพคล่องสุทธิ ต่างสะท้อนถึงการปรับตัวลดลงของสภาพคล่องที่ธนาคารพาณิชย์ไทยในเดือนมิถุนายน 2553 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2552 ทั้งนี้เป็นผลมาจากสินเชื่อที่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระยะที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและเศรษฐกิจคู่ค้าที่สำคัญ แม้จะมีการชำระคืนเงินกู้บางส่วนจากโครงการไทยเข้มแข็งของภาครัฐก็ตาม ในขณะที่เงินฝากในภาพรวมถูกกระทบจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การแข่งขันกับผลิตภัณฑ์การออมที่เสนอผลตอบแทนจูงใจอื่นๆ เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง กองทุนรวม หุ้นกู้เอกชน และประกันภัย เป็นต้น ตลอดจนการโอนเงินเข้าบัญชีภาครัฐ หลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ฯ
สำหรับแนวโน้มในเดือนถัดไปนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สภาพคล่องที่ธนาคารพาณิชย์ไทยอาจมีระดับค่อนข้างทรงตัวหรือไม่เปลี่ยนแปลงมากจากในเดือนมิถุนายน โดยการขยายสินเชื่อน่าที่จะยังสามารถรักษาโมเมนตัมเชิงบวกไว้ได้ นำโดยสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออกซึ่งยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง รวมถึงสินเชื่อสนับสนุนโครงการลงทุนของภาครัฐตามความก้าวหน้าของการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล ส่วนในด้านเงินฝากนั้น อาจมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่ลดลงมากในเดือนมิถุนายน สอดคล้องกับจังหวะขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระบบที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในเดือนกรกฎาคม และการที่ธนาคารพาณิชย์ยังคงมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษที่ให้ผลตอบแทนจูงใจออกมาควบคู่กันด้วย นอกจากนี้ มุมมองในเชิงบวกต่อการขยายสินเชื่อในระยะที่เหลือของปี ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ยังคงมีการสะสมสภาพคล่องไว้เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจหลักอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในระยะถัดไป คงจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเด็นเรื่องสภาพคล่องเพียงประการเดียว ปัจจัยสำคัญจะยังคงอยู่ที่พัฒนาการด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของประเทศเป็นหลัก เพราะจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของทางการไทย และความสามารถในการขยายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนภาวะการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์และกับผลิตภัณฑ์การออมอื่นๆ
ดูรายละเอียดฉบับเต็ม
ดูรายละเอียดฉบับเต็ม (เฉพาะสมาชิกประเภท K-Econ Analysis เท่านั้น)