10 สิงหาคม 2012
      KR Daily Update ฉบับประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2555

      ประเด็นเด่นวันนี้
      ความต้องการยางในตลาดจีนกำลังชะลอตัวลง ตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการยางที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอื่นๆ (รองเท้า ถุงมือยาง ฯลฯ) ลดลงตามไปด้วย ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและยอดขายรถยนต์ของจีนให้มีแนวโน้มชะลอตัวลง ขณะที่การขาดทุนและล้มละลายของบริษัท/โรงงานผลิตยางบางส่วนในจีน โดยเฉพาะในมณฑลซานตง ยังทำให้ปริมาณสต็อกยางเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ กรมศุลกากรจีน รายงานว่า ครึ่งแรกของปี 2555 จีนนำเข้ายางธรรมชาติทั้งหมด 990,000 ล้านตัน มูลค่า 3,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ปริมาณเพิ่มร้อยละ 12.8 แต่มูลค่าลดลงร้อยละ 17.6 ส่วนปริมาณการนำเข้ายางสังเคราะห์อยู่ที่ 720,000 ล้านตัน มูลค่า 2,676 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปริมาณเพิ่มร้อยละ 1.6 (YoY) และมูลค่าเพิ่มร้อยละ 5.1 (YoY) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แนวโน้มการชะลอการนำเข้ายางของจีน คงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางของไทย เนื่องจากไทยส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดจีน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของมูลค่าการส่งออกยางทั้งหมด โดยแม้ว่าจีนจะยังคงนำเข้ายางคอมปาวน์จากไทยเพิ่มขึ้นในระยะที่ผ่านมา แต่จีนลดการนำเข้ายางธรรมชาติจากไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยหันไปเพิ่มการนำเข้าจากเวียดนาม และลาว (ที่จีนเข้าไปลงทุนปลูกยาง) ทำให้ในภาพรวมแล้ว การส่งออกยางของไทย โดยเฉพาะยางธรรมชาติ ยังมีแนวโน้มต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ดังนั้น ผู้ส่งออกยางไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและกระจายตลาดส่งออก โดยเห็นว่าตลาดส่งออกยางธรรมชาติที่น่าสนใจ คงจะเป็นอินเดีย ส่วนยางคอมปาวน์นั้น สหรัฐฯ ไต้หวัน และอินเดีย อาจเป็นตลาดส่งออกที่ควรพิจารณาเช่นกัน


      -   สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย คาดว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในปี 2555 อาจมีประมาณ 6.85 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (YoY) โดยในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกอาจมีปริมาณ 3.13 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปริมาณส่งออก 3.72 ล้านตันในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการและราคามันสำปะหลัง ที่อาจได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (สินค้าทดแทน) อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาและการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง คือ การระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในสต็อกของรัฐบาล ที่เบื้องต้นคาดว่าจะมีปริมาณราว 9.4-9.5 ล้านตัน (หัวมันสด) ซึ่งยังคงต้องติดตามแนวทางและช่วงเวลาของการดำเนินการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยจะยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ในปี 2555 ตามการนำเข้าจากจีนเป็นหลัก (ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปจีน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.6 ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมด) โดยมีปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มขึ้นของราคาข้าวโพดที่มีส่วนช่วยหนุนความต้องการมันเส้นซึ่งเป็นสินค้าทดแทนในการผลิตอาหารสัตว์ ความต้องการมันเส้นเพื่อนำไปผลิตเอธานอล และอุตสาหกรรมต่อเนื่องโดยเฉพาะกรดมะนาว ที่ยังขยายตัว รวมไปถึงความต้องการแป้งมันสำปะหลังที่เติบโตจากความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า จีนเริ่มมีการกระจายแหล่งนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยหันไปนำเข้ามันเส้นเพิ่มขึ้นจากเวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา และไนจีเรีย อีกทั้งเพิ่มการนำเข้าแป้งมันสำปะหลังจากเวียดนาม และพม่า ทำให้ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยคงมีแนวโน้มต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในระยะถัดไป ฉะนั้น การเร่งกระจายตลาดเพื่อลดการพึ่งพิงการส่งออกไปจีน จึงน่าจะเป็นแนวทางการปรับตัวที่ผู้ส่งออกพึงพิจารณาเพิ่มเติม นอกเหนือจากการปรับตัวในด้านอื่นๆ ทั้งนี้ ตลาดส่งออกที่น่าจะยังมีแนวโน้มไปได้ดี คงจะได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง

       

      Disclaimer
      รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วง หน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯจะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใด

       



      แผนผังเว็บไซต์ | เงื่อนไขการใช้บริการ ©สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2556 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
      เลขที่ 400/22 อาคารธนาคารกสิกรไทย ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์: 0-2273-1144 โทรสาร: 0-2270-1018, 0-2270-1235, 0-2270-1569, 0-2271-4032