28 กันยายน 2012
      KR Daily Update ฉบับประจำวันที่ 28 กันยายน 2555

      ประเด็นเด่นวันนี้
      -   มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสกุลเงินดองและสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาลเวียดนาม (Foreign and Local Currency Government Bond Ratings) ลงมาอยู่ที่ระดับ B2 จากระดับ B1 พร้อมทั้งปรับลดอันดับเครดิตสถาบันการเงิน 8 แห่งของเวียดนาม ท่ามกลางความอ่อนแอของภาวะเศรษฐกิจและสถาบันการเงินในประเทศ ขณะที่ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2555 สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (GSO) เปิดเผยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 เติบโตร้อยละ 4.73 (YoY) ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 5.77 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้โดยมูดี้ส์ อาจจะมีส่วนทำให้เวียดนามเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นหากรัฐบาลเวียดนามจำหน่ายพันธบัตรรอบใหม่ นอกจากนี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเวียดนามต้องเผชิญความท้าทายมากยิ่งขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง หลังจากล่าสุดในเดือน ก.ย. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งขึ้นมาที่ร้อยละ 6.48 (YoY) สูงสุดในรอบ 12 เดือน นอกจากนี้ ดุลการชำระเงินของเวียดนามก็ยังคงอยู่ในสถานะที่เปราะบาง และภาคการธนาคารก็ยังส่อแววถึงความอ่อนแอ อีกทั้งภาคการผลิตยังเผชิญอุปสรรคอีกมากโดยเฉพาะจากผลของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาวัตถุดิบที่มีความผันผวนค่อนข้างสูงด้วย จึงเป็นไปได้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2555 อาจจะต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่คาดหมายไว้ที่ร้อยละ 6-6.5

      -   มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ปรับลดความน่าเชื่อถือของแอฟริกาใต้ลง 1 อันดับสู่ Baa1 และมีแนวโน้ม “เชิงลบ” ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเม็กซิโก รัสเซีย และไทย โดยอันดับล่าสุดเทียบเท่ากับอันดับเครดิตที่ทางฟิทช์ เรทติงส์ และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ให้แอฟริกาใต้ ขณะที่ การปรับลดอันดับเครดิตโดยมูดี้ส์ข้างต้น มีสาเหตุสำคัญมาจากการประท้วงของคนงานเหมืองแร่มากกว่า 1 แสนคนที่ยืดเยื้อและอาจเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นต่อเศรษฐกิจแอฟริกาใต้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า เหตุประท้วงในประเทศที่เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 46 ราย และยังอาจทวีความรุนแรงขึ้นนั้น ทำให้การผลิตเหมืองแร่ในประเทศต้องหยุดดำเนินการ และเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจแอฟริกาใต้ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤตหนี้ยุโรป เนื่องจากแอฟริกาส่งสินค้าออกไปตลาดยุโรปคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ อาจกดดันความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนสำหรับแอฟริกาใต้ที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเม็ดเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจแอฟริกาใต้ยังมีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยมูดี้ส์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจแอฟริกาใต้อาจเติบโตร้อยละ 2.5 (YoY) ในปี 2555 และร้อยละ 3.3 (YoY) ในปี 2556 ซึ่งยังถือเป็นอัตราการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อคำนึงถึงอัตราการว่างงานปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 24.9 ขณะที่ รัฐบาลเผชิญข้อจำกัดด้านการคลังและอาจไม่สามารถดำเนินนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากเท่าที่คาดหวัง เพราะยอดขาดดุลการคลังในปีนี้ถูกคาดหมายว่าจะแตะระดับร้อยละ 4.6 ของจีดีพี


      -   ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคม 2555 ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและภาคการผลิตที่หดตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าในระดับที่แย่กว่าคาดการณ์ของหลายสำนัก ขณะที่การผลิตภาคเกษตรกรรมปรับตัวดีขึ้นตามความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่า แต่ระดับราคาที่ต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อนของพืชสำคัญหลายชนิด ก็ส่งผลให้รายได้เกษตรกร ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ด้านการใช้จ่ายในประเทศยังคงเติบโตได้ดีแม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า  เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคม 2555 ยังคงสะท้อนภาพที่ย่ำแย่ของภาคการส่งออกและการผลิตที่ดูเหมือนจะซบเซาหนักขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ ภาคการใช้จ่ายในประเทศแม้จะยังฉายภาพของการขยายตัว แต่ก็เป็นไปในอัตราที่ชะลอลงโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นสัญญาณการสนับสนุนการเติบโตจากกิจกรรมการฟื้นฟูซ่อมแซมของภาคธุรกิจที่เริ่มอ่อนตัวลง ทั้งนี้ แม้ว่าการส่งออกอาจมีโอกาสที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นในเดือนถัดไปจากอานิสงส์ของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ก็คงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะช่วยประคับประคองโมเมนตัมการเติบโตในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้ ทั้งนี้ ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงความไม่แน่นอนสูงตลอดช่วงไตรมาสที่ 3/2555 ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประเมินว่า อัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 3/2555 อาจอยู่ในระดับที่ไม่เกินร้อยละ 4.0 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ชะลอตัวลงจากร้อยละ 4.2 (YoY) ในไตรมาสที่ 2/2555 ที่ผ่านมา

      -   ค่าไฟฟ้าในไทยยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นอีกในปี 2556 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ Ft ในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2555 ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) จะปรับขึ้น 18 สตางค์ต่อหน่วย ยังไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะ กฟผ.ยังคงแบกรับภาระอยู่ 10,504 ล้านบาท ซึ่งภาระดังกล่าวจะต้องทยอยเรียกคืน ดังนั้น ค่าไฟฟ้าในปี 2556 จึงยังมีแนวโน้มอยู่ในทิศทางขาขึ้นตลอดปีเพื่อให้สามารถทยอยใช้คืนหนี้ กฟผ. นอกจากนี้ คงต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมันในอนาคตด้วย เพราะจะมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูงของไทย   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทิศทางค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้นนับจากปัจจุบันและอาจต่อเนื่องไปในปี 2556 ตามปัจจัยกดดันจากการปรับขึ้นของราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคครัวเรือนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง (แม้ในด้านหนึ่งบางกลุ่มอาจได้รับผลบวกจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะมีภาระต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงานแล้ว ยังมีภาระต้นทุนค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ปรับเป็น 300 บาทใน 7 จังหวัดในปีนี้ และอีก 70 จังหวัดที่เหลือในปี 2556 ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงการที่ค่าไฟฟ้ายังมีแนวโน้มปรับขึ้นอีกในปี 2556 จึงนับเป็นปัจจัยท้าทายต่อการบริหารจัดการต้นทุนของภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังราคาสินค้าทั่วไปได้ ก็อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นต่อแรงกดดันด้านราคาและเงินเฟ้อจากปัจจัยด้านอุปทานในระยะถัดไป

       

       

      Disclaimer
      รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วง หน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯจะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใด

       



      แผนผังเว็บไซต์ | เงื่อนไขการใช้บริการ ©สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2556 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
      เลขที่ 400/22 อาคารธนาคารกสิกรไทย ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์: 0-2273-1144 โทรสาร: 0-2270-1018, 0-2270-1235, 0-2270-1569, 0-2271-4032