12 พฤษภาคม 2014
      ผู้ปกครองมองความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาไทยลดลง… แนะพัฒนาระบบการศึกษาและวางแผนบุคลากรเตรียมคนรับ AEC (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2500)
                        ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สำรวจมุมมองของผู้ปกครองต่อระบบการศึกษาไทยปี 2557 ช่วงระหว่างวันที่ 10-28 มีนาคม 2557 จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในความดูแลอุปการะในจังหวัดกรุงเทพฯและปริมณฑลเชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา และภูเก็ต ครอบคลุมทุกระดับรายได้และระดับการศึกษาของบุตรหลาน จำนวน 1,013 คน เพื่อนำเสนอสถานะของระบบการศึกษาไทยและความคาดหวังต่อระบบการศึกษาไทยในมุมมองของผู้ปกครอง
                        ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 41 มองว่า ภาพรวมการศึกษาไม่แตกต่างจากเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552) ซึ่งได้มีการปฏิรูปการศึกษาเป็นครั้งล่าสุด ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 36 มองว่า ภาพรวมการศึกษาดีขึ้น และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 23 มองว่า ภาพรวมการศึกษาแย่ลง โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี นครราชสีมา และขอนแก่น มองว่า ภาพรวมการศึกษาดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา
                        เมื่อพิจารณามุมมองต่อความก้าวหน้าในการเข้าถึงการศึกษาจำแนกตามรายได้ของผู้ปกครอง พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท มองว่า บุตรหลานของตนเองมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในระดับมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กำลังทรัพย์ของผู้ปกครองในการสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลานไม่ได้เป็นข้อจำกัดสำหรับการเข้าถึงการศึกษามากนัก ซึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนการศึกษาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการมุ่งขยายโอกาสการศึกษาในด้านต่างๆ นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังให้คะแนนความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการศึกษาทั่วประเทศเป็นภาพอนาคตของระบบการศึกษาไทยที่อยากเห็นมากที่สุดร้อยละ 89 บ่งชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบการศึกษาไทยที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรงกับภาพอนาคตที่ผู้ปกครองอยากเห็นความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการศึกษาทั่วประเทศมากที่สุด
                        แม้ว่าผลการสำรวจจะสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบการศึกษาไทยในบางมิติ ยกตัวอย่างเช่น ความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาของประเทศไทยที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็พบว่า ผู้ปกครองและนักเรียนขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาไทย นำมาซึ่งความนิยมเรียนเสริมทักษะด้านต่างๆนอกเหนือการศึกษาในระบบ เช่น การเรียนกวดวิชา การเรียนภาษาต่างชาติ การเรียนเสริมศักยภาพต่างๆ เป็นต้น ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดธุรกิจการศึกษาเพื่อเสริมความรู้และทักษะในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 16,698 ล้านบาท ในปี 2556 ไปสู่ประมาณ 19,275 ในปี 2557 หรือเติบโตร้อยละ 15.4 นอกจากนี้ หากพิจารณาผลการวัดระดับทักษะด้านต่างๆโดยหน่วยงานระดับนานาชาติก็ยังพบว่า บุคลากรไทยยังมีระดับทักษะด้านต่างๆอยู่ในระดับต่ำ สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทยในหลากหลายด้านที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา
                         ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในการพัฒนาระบบการศึกษาไทยนั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับพัฒนาหลักสูตรการศึกษาในทุกมิติ รวมถึงพัฒนาทรัพยากรด้านการศึกษาและใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบการศึกษายังจำเป็นต้องพิจารณาการวางแผนเพื่อผลิตบุคลากรที่จะเป็นแรงงานในอนาคตในระยะยาว ประกอบกับการแข่งขันในภาคธุรกิจที่สูงขึ้น ทั้งการแข่งขันภายในประเทศและการแข่งขันจากต่างประเทศ ก็ยังเป็นปัจจัยที่กำหนดให้แรงงานที่เข้าสู่ตลาดในอนาคตจำเป็นต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพสูง สามารถตอบโจทย์ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทการแข่งขันในภาคธุรกิจที่สูงขึ้นอีกด้วย
       
                          นอกจากนี้ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่การเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินลงทุน รวมถึงแรงงานฝีมือ จะเป็นไปโดยเสรีมากขึ้นนั้น ยิ่งเป็นปัจจัยที่กำหนดให้ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรที่จะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับอาเซียน เพื่อรองรับทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตต่อไป
      แผนผังเว็บไซต์ | เงื่อนไขการใช้บริการ ©สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2556 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
      400/22 อาคารธนาคารกสิกรไทย ชั้น 3 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์: 0-22731144 โทรสาร: 0-22701018, 0-22701235, 0-22701569, 0-22714032