Display mode (Doesn't show in master page preview)

14 สิงหาคม 2562

Econ Digest

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดเงิน ตลาดทุนประจำวันนี้

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม:

  ความคืบหน้าของการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน ซึ่งล่าสุดทางการจีนเปิดเผยว่าจะมีการหารือร่วมกันทางโทรศัพท์อีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่สหรัฐฯ ประกาศเลื่อนการเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนรอบใหม่ออกไป ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาสินค้านำเข้า-ส่งออกเดือนก.ค.ของสหรัฐฯ และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/62 ของยูโรโซน นอกจากนี้ นักลงทุนอาจยังรอติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ชุมนุมในฮ่องกงอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน




เงินบาทตลาดในประเทศอ่อนค่าลงวานนี้ (13 ส.ค.) สอดคล้องกับสถานะขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลต่อความไม่แน่นอนของของสถานการณ์ในฮ่องกงและอาร์เจนตินา รวมถึงประเด็นสงครามการค้า 

ส่วนเช้าวันนี้ (14 ส.ค.) เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับ 30.80-30.82 บาทต่อดอลลาร์ฯ** ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ฟื้นตัวขึ้นบางส่วน หลังปธน. ทรัมป์ เลื่อนการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค.​






ตลาดหุ้นไทยปิดลบ ตามแรงฉุดของปัจจัยต่างประเทศ สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค ประกอบกับมีแรงเทขายต่อเนื่องจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

ตลาดหุ้นต่างประเทศปิดปะปน โดยตลาดหุ้นฝั่งเอเชีย ปิดลบ ท่ามกลางความกังวลต่อประเด็นสงครามการค้า แนวโน้มเศรษฐกิจโลก รวมถึงสถานการณ์ในฮ่องกงและอาร์เจนตินา ขณะที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศชะลอการเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนรอบใหม่ออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค. จากกำหนดเดิมในวันที่ 1 ก.ย. ​







ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น ขณะที่ราคาทองคำปรับลดลง เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังสหรัฐฯ ชะลอการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนออกไปเป็นวันที่ 15 ธ.ค.


ที่มา: ธปท., Bisnews, www.bloomberg.com รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย​

หมายเหตุ: *อัตราอ้างอิงจากธปท.  **ข้อมูล ณ เวลา 8.25 น.             

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest