Display mode (Doesn't show in master page preview)

22 เมษายน 2565

Econ Digest

พักยก สงครามการค้า "สหรัฐฯ-จีน" ลดผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

คะแนนเฉลี่ย

ล่าสุดสหรัฐฯ ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าให้จีน 352 รายการ จากสินค้าที่ยื่นเรื่องต่ออายุ 549 รายการ โดยขยายเวลาให้ถึงสิ้นปี 2565 (ประกาศเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2565) ล้วนเป็นภาพต่อเนื่องจากยกเว้นภาษีมาตั้งแต่ช่วงสงครามการค้าภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำเป็นต่อห่วงโซ่การผลิตและสินค้าที่ไม่สามารถหาจากที่อื่นมาทดแทนได้ อาทิ เครื่องจักรกล ส่วนประกอบการผลิต สินค้าอุปโภคบริโภค ชิ้นส่วนจอโทรทัศน์ เป้สะพายหลัง รถจักรยาน และหมอน
ท่ามกลางการยกระดับความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน นอกจากจะส่งผลให้ทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตราคาพลังงานและปัจจัยการผลิตเร่งตัวสูง ยังมีประเด็นความอ่อนไหวต่อการแสดงออกถึงการเป็นพันธมิตรกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งในบางกรณีจะได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรตามมาจากการเลือกข้าง โดยจุดยืนของจีนนั้น ยังคงวางตัวเป็นกลางและแสดงออกถึงการต่อต้านสงคราม และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียตามที่ชาติตะวันตกดำเนินการอยู่ ดังนั้น การยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าให้จีน 352 รายการดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ แม้ว่ายังยึดนโยบายสงครามการค้ากับจีนอยู่ แต่ยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเปิดประเด็นสงครามการค้ากับจีนเพิ่มเติมในเวลานี้
    ความตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีนเฟสที่ 1 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2563 เป็นจุดเริ่มต้นในการหาทางเดินร่วมกันของทั้งสองประเทศ โดยสหรัฐฯ กำหนดเงื่อนไขให้จีนปฏิบัติตามภายในระยะเวลา 2 ปี  อาทิ การกำหนดให้จีนแก้กฎหมายด้านสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ให้จีนปกป้องธุรกิจสหรัฐฯ ในการถ่ายโอนเทคโนโลยี ประเด็นด้านอัตราแลกเปลี่ยน การเปิดตลาดภาคบริการการเงินของจีน และข้อกำหนดที่จีนต้องนำเข้าสินค้าและบริหารจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลา 1 ม.ค.2563 ถึง 31 ธ.ค.2564 จีนทำตามข้อตกลงในการนำเข้าสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ ได้เพียง 2.86 แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 57% ของเป้าหมายที่ 502.4 แสนล้านดอลลาร์ฯ (ข้อกำหนดคิดจากมูลค่าฐานในปี 2560 ที่ 3.02 แสนล้านดอลลาร์ฯ และบวกเพิ่มอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ)
นับตั้งแต่สงครามการค้าเริ่มขึ้นในปี 2561 จนกระทั่งผ่านมาแล้ว 4 ปี สหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีสินค้าจีนรวมมีมูลค่ากว่า 3.6 แสนล้านดอลลาร์ฯ (มูลค่า ณ ปี 2560) ด้วยอัตราภาษี 7.5% และ 25% ในขณะที่ยังมีสินค้าสำเร็จรูปสำหรับการบริโภคอีกราว 1.6 แสนดอลลาร์ฯ (List 4b ตามภาพ) ที่ยังไม่ถูกเก็บภาษี อย่างไรก็ดี ระหว่างช่วงเวลาของสงครามการค้าไล่เรียงมาจนถึงช่วงวิกฤตโควิด-19 สหรัฐฯ ได้มีการถอดสินค้าบางรายการที่จำเป็นในภาคอุตสาหกรรมและการอุปโภคบริโภค รวมถึงสินค้าในการกู้วิกฤตโควิดหลายชนิดออกจากรายการเก็บภาษีรวม 549 รายการ จากที่เคยเก็บในอัตรา 7.5% และ 25% มาเป็นการยกเว้นภาษี โดยในการพิจารณารอบนี้ (23 มี.ค. 65) ได้ต่ออายุรายการสินค้ายกเว้นภาษีจำนวน 325 รายการ ในขณะที่สินค้า List 4b ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง


การต่ออายุการยกเว้นภาษีครั้งนี้นับเป็นจังหวะพอดีที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อระดับสูงที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี ที่ 7.9% (ก.พ.2565) ซึ่งอาจจะเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบผู้บริโภคจากแรงกดดันเงินเฟ้อท่ามกลางวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของเฟด ในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น การขึ้นภาษีก็ไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯ ลดการขาดดุลการค้ากับจีนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในปี 2564 ที่ผ่านมาการสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น 14.5% มาอยู่ที่ 355.3 พันล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2564 (จากปี 2561 ที่เริ่มสงครามการค้าเป็นระดับสูงสุดที่ 418.2 พันล้านดอลลาร์ฯ)
อย่างไรก็ดี ในเวลานี้ที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงสร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก สหรัฐฯ คงไม่นำเรื่องสงครามการค้ากับจีนเข้ามาเป็นประเด็นในเวลานี้ อีกทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่กำลังเผชิญวิกฤตเงินเฟ้อเร่งตัวสูง และควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดรุนแรงอยู่ แต่ถ้าหากสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายทั้งคู่อาจกลับมาเจรจาความตกลงในระยะถัดไป ซึ่งเชื่อว่าในยุคของนายโจ ไบเดน จะยังคงให้น้ำหนักกับการกีดกันจีนจากเทคโนโลยีสำคัญโดยเพิ่มความแรงกดดันด้านกฎระเบียบที่เป็นสากลในการโจมตีจีนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการห้ามส่งสินค้าเทคโนโลยีให้บริษัทจีน การตัดบริษัทจีนออกจากตลาดหลักทรัพย์ การใช้มาตรฐานแรงงานระดับสูงมากดดันธุรกิจจีน ขณะที่ประเด็นด้านภาษีคงต้องขึ้นอยู่กับว่าทางฝั่งจีนจะปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ยอมรับได้แค่ไหน
สงครามการค้าอาจหวนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ช่วงปลายปี 2565 ที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมเพื่อเรียกคะแนนความนิยมในตัวประธานาธิบดีกลับมา ซึ่งพรรคเดโมแครตเจอความท้าทายอย่างมากที่อาจเสียฐานเสียงในสภาล่างที่มีเสียงปริ่มน้ำในปัจจุบัน ประกอบกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของนายโจ ไบเดนขณะนี้ไม่สามารถเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนได้ดีนัก สะท้อนจากผลสำรวจของรอยเตอร์  ณ วันที่ 29 มี.ค.2565 ระบุว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายของนายโจ ไบเดนลดลงมาเรื่อยๆ จนอยู่ที่ 42% (ตอนเริ่มรับตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ที่ 55% ณ วันที่ 21 ม.ค.2565)




Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest