เศรษฐกิจอินโดนีเซียไตรมาส 3/2569 เติบโตสูงกว่าคาดที่ 5.47%YoY เร่งจาก 5.29% ในไตรมาส 2 ส่งผลให้เศรษฐกิจช่วง 9 เดือนแรกของปีขยายตัว 5.45% อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อการพิจารณาสถานะตลาดของ MSCI และแรงกดดันต่อรูเปียห์ที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือน ต.ค. อาจทำให้ต้นทุนเงินทุนสูงขึ้นและจำกัดการลงทุน การฟื้นความเชื่อมั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญในการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
- การบริโภคและการลงทุนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคต่างประเทศช่วยให้ GDP เร่งขึ้น
การบริโภคและการลงทุนยังเป็นฐานสำคัญของการเติบโต ขณะที่การส่งออกสุทธิที่ปรับดีขึ้นช่วยให้ GDP ไตรมาส 3 ขยายตัวเร่งขึ้น การบริโภคครัวเรือน การลงทุนถาวร และการบริโภคภาครัฐ สนับสนุนการเติบโตที่ 2.62%, 1.91% และ 0.62% ตามลำดับ (Contribution to GDP growth) ส่วนแรงฉุดจากการส่งออกสุทธิลดลงจาก 0.90% ในไตรมาส 2 เหลือ 0.28% ในไตรมาส 3 ตามการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มและการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ควบคู่กับการนำเข้าที่ขยายตัวช้าลง (รูปที่ 1)
การบริโภคครัวเรือนยังประคองเศรษฐกิจได้ แต่ราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันกำลังซื้อในระยะข้างหน้า การบริโภคขยายตัวต่อเนื่องที่ 5.04% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน สะท้อนกำลังซื้อยังประคองตัวได้จากยอดค้าปลีกที่ยังขยายตัว 1.4% ในเดือน ก.ย. หลังหดตัวตลอดไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายไตรมาส จากสภาพอากาศที่กระทบผลผลิตบางพื้นที่และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จึงอาจจำกัดการใช้จ่ายสินค้าอื่น โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีสัดส่วนค่าอาหารสูง
การลงทุนยังขยายตัวจากสิ่งก่อสร้างและยานพาหนะ โดยการลงทุนถาวรเติบโต 6.06%YoY แม้อัตราการขยายตัวลดลงจาก 6.87%YoY ในไตรมาสก่อน นำโดยสิ่งก่อสร้างที่ยังได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย และโครงการภาครัฐ ขณะที่การลงทุนยานพาหนะขยายตัวในอัตราสองหลัก อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของตลาดเงินหลังข้อเสนอของ MSCI ในเดือน ต.ค. อาจส่งผลต่อการระดมทุนและอนุมัติโครงการตั้งแต่ปลายไตรมาส 4 - ตลาดหุ้นสะท้อนความเสี่ยงในอนาคต แม้ GDP ปัจจุบันยังเติบโต
ความกังวลต่อคุณภาพตลาดทุนเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นและค่าเงิน ข้อกังวลด้านความโปร่งใสของตลาดทุนและความเสี่ยงการปรับสถานะโดย MSCI ยังเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่น แม้เศรษฐกิจขยายตัวดี โดยดัชนีหุ้นจาการ์ตา (Jakarta Composite Index: JCI) ลดลงต่ำกว่า 5,000 จุด และปรับลดลงราว 43% จากต้นปี สะท้อนแรงกดดันในตลาดทุนที่ยังไม่คลี่คลาย ดังนั้น ตัวเลข GDP ที่ดีจึงยังไม่เพียงพอชดเชยความเสี่ยงที่นักลงทุนประเมินในการถือสินทรัพย์อินโดนีเซีย
ตลาดหุ้นมีแนวโน้มผันผวนระหว่างรอผล MSCI โดยความคืบหน้าการปฏิรูปจะเป็นตัวกำหนดแรงกดดันระหว่างทาง นับจาก MSCI ผู้จัดทำดัชนีอ้างอิงการลงทุน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 15 ต.ค.2569 โดยเสนอให้ย้ายอินโดนีเซียจาก Emerging Market ไปเป็น Standalone จากข้อกังวลด้านความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติกรรมการซื้อขาย หากย้ายสถานะจริง จะทำให้กองทุนที่ติดตามดัชนีที่เกี่ยวข้อง (Passive) ต้องปรับพอร์ต ส่วนกองทุนเชิงรุก (Active) ขึ้นกับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน ผลการเปิดเผยข้อมูลและการบังคับใช้กติกาที่เห็นผลจึงมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นระหว่างรอผลภายในสิ้นเดือน มิ.ย. 2570 (รูปที่ 2) - ความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น หากแรงกดดันจากตลาดการเงินส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน
ความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นอาจส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจผ่านการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยล่าสุดค่าเงินอ่อนค่า 8% เมื่อเทียบกับต้นปี มาอยู่ที่ 18,148 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ฯ ณ วันที่ 4 พ.ย. แม้แข็งขึ้นจาก 18,183 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ฯ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่เป็นระดับอ่อนค่าทำสถิติใหม่ แต่ยังอยู่เหนือระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ฯ เพิ่มต้นทุนการนำเข้าและภาระหนี้เงินตราต่างประเทศ ขณะที่ราคาหุ้นลดลงทำให้การระดมทุนใหม่ยากขึ้น หากแรงขายขยายไปยังพันธบัตร จะกดราคาพันธบัตรและดันผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนออกหุ้นกู้และต้นทุนกู้ยืมของธุรกิจตามมา
แรงกดดันจากเงินทุนไหลออกยังไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนอย่างชัดเจน แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า แม้เงินไหลเข้าพันธบัตรรัฐบาลและ SRBI ซึ่งเป็นตราสารของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) เคยช่วยชดเชยแรงขายหุ้น แต่ข้อมูลช่วงวันที่ 26-29 ต.ค.เริ่มพบธุรกรรมสุทธิของต่างชาติใน SRBI ติดลบ 5.11 ล้านล้านรูเปียห์ จึงต้องติดตามต่อเนื่อง สัญญาณที่มีน้ำหนักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้นคือภาวะการเงินตึงตัวพร้อมกับการเลื่อนโครงการ ความต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุนที่ลดลง หรือการชะลอจ้างงาน ส่วนการลงทุนรวมที่เติบโตช้าลงเพียงไตรมาสเดียวยังไม่เพียงพอยืนยันการส่งผ่านดังกล่าว - นโยบายการเงินและการคลังช่วยประคองเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การฟื้นความเชื่อมั่นยังเป็นโจทย์หลัก
BI มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยจำกัด และอาจต้องเพิ่มความเข้มงวดหากแรงกดดันต่อรูเปียห์รุนแรงขึ้น แม้เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1.5-3.5% แต่การลดดอกเบี้ยจะลดส่วนต่างผลตอบแทนกับต่างประเทศ และอาจลดความน่าสนใจของสินทรัพย์รูเปียห์ในช่วงที่นักลงทุนกังวลความเสี่ยงค่าเงิน การประชุมเดือน ต.ค.จึงคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.75% พร้อมขึ้นดอกเบี้ย Deposit Facility เป็น 5.00% หากค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้ายมีเสถียรภาพมากขึ้น BI อาจคงดอกเบี้ยได้ แต่หากแรงกดดันเพิ่มขึ้น ยังมีความเสี่ยงต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 bps เป็น 6.00%
มาตรการสนับสนุนสินเชื่อช่วยเพิ่มความพร้อมในการปล่อยกู้ แต่ประสิทธิผลยังขึ้นกับความต้องการสินเชื่อและการลงทุนของภาคธุรกิจ โดย BI ให้แรงจูงใจด้านสภาพคล่องแก่ธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อในภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย เพื่อลดข้อจำกัดด้านเงินทุน อย่างไรก็ตาม การมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้สินเชื่อและการลงทุนเพิ่มโดยอัตโนมัติ โดยยังขึ้นกับแผนลงทุนของธุรกิจและการประเมินความสามารถชำระหนี้ของธนาคาร
การคลังมีพื้นที่เพิ่มรายจ่ายจำกัด จึงต้องให้ความสำคัญกับมาตรการที่ตรงเป้าหมายและมีแหล่งเงินรองรับ ประมาณการขาดดุลการคลังปี 2569 อยู่ที่ 2.85% ของ GDP ใกล้เพดาน 3% หากรายได้ต่ำกว่าคาดหรือภาระอุดหนุนพลังงานเพิ่ม รัฐบาลอาจต้องจัดลำดับรายจ่ายใหม่ เพื่อรักษาวินัยการคลังและไม่เพิ่มความกังวลจนต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น
Danantara เพิ่มแหล่งเงินลงทุนได้ แต่การสร้างความเชื่อมั่นขึ้นกับผลสำเร็จของโครงการและความโปร่งใสในการบริหาร หน่วยงานลงทุนและบริหารสินทรัพย์รัฐแห่งนี้นำเงินปันผลรัฐวิสาหกิจมาลงทุน ควบคู่กับการออกหุ้นกู้และดึงนักลงทุนร่วมโครงการ จึงเพิ่มแหล่งเงินสำหรับการขยายกำลังผลิต ตัวอย่างคือการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในโรงงานผลิตเคมีภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งก่อสร้างคืบหน้าราว 80% ณ เดือน ก.ย.2569 และตั้งเป้าเปิดดำเนินการในปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังผลิตและลดการนำเข้าหากสำเร็จตามแผน อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกโครงการและการเปิดเผยหนี้และภาระค้ำประกันต้องชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงที่นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้นหรือชะลอการร่วมลงทุน ขณะเดียวกัน หากโครงการให้ผลตอบแทนไม่เพียงพอ ภาระบางส่วนอาจกลับมาที่รัฐตามข้อผูกพันหรือการตัดสินใจให้ความช่วยเหลือ ซึ่งจะเพิ่มความกังวลด้านการคลังและกระทบความเชื่อมั่น
- ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 5.4% จากการลงทุนที่ดีกว่าคาดและแรงฉุดจากการนำเข้าที่ลดลง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจอินโดนีเซียปี 2569 จาก 5.1% เป็น 5.4% หลังการเติบโตในช่วง 9 เดือนแรกขยายตัวดีกว่าคาด โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การลงทุนจาก 6.0% เป็น 6.2% และลดคาดการณ์การนำเข้าจาก 8.0% เป็น 7.6% ทำให้การส่งออกสุทธิมีแนวโน้มฉุดการเติบโตน้อยกว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่คงประมาณการการบริโภคภาคเอกชน การบริโภคภาครัฐ และการส่งออก ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัว 5.1% ชะลอจาก 5.47% ในไตรมาส 3 ภายใต้สมมติฐานว่าการบริโภคภาคเอกชนและภาครัฐจะขยายตัวช้าลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี (ตารางที่ 1)
ปี 2570 เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังมีแรงสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุน แต่การขยายตัวให้ได้ตามเป้าหมายรัฐบาลที่ 6% ต้องอาศัยการลงทุนจากภาคเอกชนควบคู่กับอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศและสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศ จะช่วยสนับสนุนการผลิต การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงินสูงยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น