Display mode (Doesn't show in master page preview)

30 ตุลาคม 2569

Econ Digest

เกณฑ์ Credit Term ใหม่ มุ่งเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs

คะแนนเฉลี่ย


  • หลักเกณฑ์สินเชื่อการค้า (Credit Term) ใหม่ตามประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 2 ตุลาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป มีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการแก่ SMEs ภายใน 45 วัน สำหรับสินค้าและบริการทั่วไป และภายใน 30 วัน สำหรับสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้น
  • เป้าหมายของการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว คือ การเสริมสภาพคล่องให้ SMEs และแก้ปัญหาการต้องรอเงินจากคู่ค้ารายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่าเป็นเวลานาน ซึ่งหากพิจารณาระยะเวลา Credit Term ของผู้ประกอบการใน SET จะพบว่าโดยเฉลี่ยในภาพรวมแล้วยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 48 วันในปี 2567 มาอยู่ที่ 54 วันในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 และบาง Sectors มีระยะเวลา Credit Term มากกว่า 50 วัน เช่น การผลิตของใช้ส่วนบุคคลและเภสัชกรรม (76 วัน) การผลิตของใช้ในครัวเรือน และของใช้ในสำนักงาน (65 วัน) ค้าส่ง / ค้าปลีก (61 วัน) รวมถึงการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ทำจากแร่อโลหะ (56 วัน)
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เกณฑ์ Credit Term ใหม่ ช่วยสร้างความชัดเจนและมุ่งบรรเทาประเด็นสภาพคล่องให้กับ SMEs อย่างไรก็ตาม ผลสุทธิคงขึ้นอยู่กับอีกหลายเงื่อนไข


ข้อดีของหลักเกณฑ์ใหม่

- เสริมสภาพคล่อง: SMEs ได้รับเงินเร็วขึ้น ทำให้เงินสดหมุนกลับเข้าสู่กิจการเร็วขึ้น และลดความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อใช้เป็น Working Capital

- ลดความเสียเปรียบด้านอำนาจต่อรอง: จากการกำหนดกรอบเวลาและจุดเริ่มต้นการนับ Credit Term ระหว่าง Buyer และ Supplier ที่มีความชัดเจนมากขึ้น

- เสริมความแข็งแรงของ Supply Chain: ช่วยลดความเสี่ยงที่ SMEs จะประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถส่งมอบสินค้าและบริการได้


ประเด็นเฝ้าระวังหลังบังคับใช้

- ความแตกต่างของแต่ละธุรกิจ และยอดขายยังเป็นตัวแปรหลัก: นอกจากเงื่อนไข Credit Term ของแต่ละอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการนำเข้า-ส่งออก ซึ่งอาจใช้เวลาในการส่งมอบนานกว่า 45 วัน ตัวแปรหลักที่จะยังมีผลต่อคำสั่งซื้อในซัพพลายเชน ยังขึ้นอยู่กับยอดขายหรือระยะเวลาในการขายสินค้าของผู้สั่งซื้อ ซึ่งอาจมากกว่าหรือน้อยกว่า Credit Term

- แรงกดดันต่อ Cash Flow ของธุรกิจขนาดใหญ่: การต้องจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้ Supplier เร็วขึ้น ทำให้ต้องใช้ Working Capital เพิ่ม รวมถึงอาจมีต้นทุนด้าน Compliance และระบบหลังบ้านเพิ่มขึ้น

​- ผลทางอ้อมต่อ SMEs: ธุรกิจขนาดใหญ่อาจปรับเงื่อนไขทางการค้าเพื่อบริหารต้นทุน เช่น ต่อรองราคาซื้อ ลดคำสั่งซื้อ หรือลดจำนวน Supplier 


​​

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest