• ปัจจุบันผู้ออม/ลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหากปฏิบัติตามเงื่อนไข อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทมีวงเงินและเงื่อนไขแตกต่างกัน รัฐบาลจึงเสนอจัดตั้งบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA เพื่อจัดระบบสิทธิประโยชน์และรวบรวมข้อมูลการลงทุนจากผู้ให้บริการหลายแห่งไว้ภายใต้บัญชีเดียว โดยตั้งเป้าเริ่มใช้กับการลงทุนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
• บทเรียนจากโครงการส่งเสริมการออมและลงทุนของญี่ปุ่น (NISA) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันสะท้อนว่า วงเงินสิทธิประโยชน์เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ครัวเรือนใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยเงื่อนไขและทางเลือกในการออมที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินที่หลากหลายก็มีความสำคัญเช่นกัน
• ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า TISA จะช่วยให้ระบบสิทธิประโยชน์ด้านการออมและการลงทุนเข้าใจง่ายขึ้น ขณะที่ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น ทางเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ และสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อการออม
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น