Display mode (Doesn't show in master page preview)

22 มกราคม 2569

Econ Digest

ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทำสถิติใหม่ กดดันธนาคารกลางอินโดนีเซีย คงดอกเบี้ยที่ 4.75% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4

คะแนนเฉลี่ย
• ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.75% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ในการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกของปีระหว่างวันที่ 20-21 ม.ค. 2026 พร้อมคงดอกเบี้ยเงินฝากที่ 3.75% และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 5.50% สะท้อนจุดยืนที่ให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทำสถิติใหม่และจัดอยู่ในกลุ่มสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย (รูปที่ 1)
• แรงกดดันสำคัญมาจากความผันผวนของค่าเงินรูเปียห์และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยค่าเงินรูเปียห์ในวันที่ 21 ม.ค. 2026 เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 17,000 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดการเงินในลักษณะ Portfolio outflows โดย BI ระบุว่า ณ วันที่ 19 ม.ค. 2026 เกิดกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิราว 1.6 พันล้านดอลลาร์ฯ รวมถึงความต้องการถือครองเงินตราต่างประเทศของภาคธุรกิจในประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ BI เดินหน้ามาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินอย่างเข้มข้น ผ่านการแทรกแซงทั้งในประเทศต่างประเทศควบคู่กับการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง เพื่อช่วยลดความผันผวนและเสริมเสถียรภาพในตลาดการเงิน 
• แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยปี 2026 ยังมีโอกาสที่ BI ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยมีความเป็นไปได้ที่จะลดอีก 2 ครั้ง สู่ระดับ 4.25% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ภายใต้เงื่อนไขว่าแรงกดดันด้านค่าเงินเริ่มคลี่คลายและปัจจัยอื่นเอื้ออำนวย โดยปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางและจังหวะการลดดอกเบี้ยที่ต้องติดตามมีดังนี้ 
- อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย เปิดโอกาสให้ BI สามารถลดดอกเบี้ยได้ โดยอัตราเงินเฟ้อสิ้นปี 2025 อยู่ที่ 2.92% (รูปที่ 2) และคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายของ BI ที่ 1.5-3.5% ต่อเนื่องในปี 2026-2027 สอดคล้องกับเงินเฟ้อพื้นฐานที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ 
- แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ กดดันให้ BI ผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม โดยเศรษฐกิจอินโดนีเซียต้องเผชิญผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่บังคับใช้อย่างเต็มปี การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่เริ่มมีผลต่อภาคการผลิตและการส่งออก ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอ สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่ปรับตัวขึ้นเป็นช่วงๆ ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง ปัจจัยเหล่านี้สร้างแรงกดดันให้ BI คงท่าทีผ่อนคลายทางการเงิน 
- การส่งผ่านนโยบายการเงินยังไม่เต็มที่ ส่งผลให้การฟื้นตัวของสินเชื่อยังไม่เต็มศักยภาพ สนับสนุนให้ BI เดินหน้าผ่อนคลายทางการเงิน โดยสินเชื่อรวมในปี 2025 ขยายตัว 9.69%YoY เป็นไปตามกรอบเป้าหมายของ BI ขณะที่เป้าหมายสินเชื่อปี 2026 อยู่ที่เติบโต 8-12% อย่างไรก็ดี สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก(MSMEs) ยังหดตัว 0.63%YoY ณ เดือน พ.ย.2025 สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศต้องการแรงสนับสนุน 
- ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการขาดดุลแฝด (Twin deficits) อาจจำกัดจังหวะการลดดอกเบี้ย โดยการขาดดุลการคลังมีแนวโน้มเข้าใกล้ระดับ 3% ต่อ GDP ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีความเสี่ยงกลับมาขาดดุลเพิ่มขึ้นในปี 2026 โครงสร้างดังกล่าวเพิ่มความเปราะบางของค่าเงินและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลให้การลดดอกเบี้ยจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง
- ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและธรรมาภิบาลยังเป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพค่าเงิน แม้รัฐบาลภายใต้การนำของนายปราโบโว ซูเบียนโต จะได้รับการตอบรับเชิงบวกในปีแรกของการบริหาร สะท้อนจากผลสำรวจของ Indikator ที่ระบุว่าระดับความนิยมของประธานาธิบดีอยู่ที่ 77.7% อย่างไรก็ดี ตลาดการเงินยังคงติดตามพัฒนาการด้านกรอบนโยบายและการดำเนินงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิดรวมถึงความชัดเจนด้านโครงสร้างการดำเนินงานของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจมีบทบาทต่อบรรยากาศตลาดการเงินและจังหวะการดำเนินนโยบายการเงินในระยะถัดไป

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น