- พัฒนาการของผลประกอบการกลุ่มธนาคารในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนว่า การประคองความสามารถในการทำกำไรไม่ได้พึ่งพาการเติบโตของสินเชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะแม้สินเชื่อจะกลับมาขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงลดลง
- งบการเงินยังชี้ให้เห็นว่า ธนาคารแต่ละแห่งเลือกปรับกลยุทธ์ด้วยวิธีแตกต่างกัน ทั้งการบริหารต้นทุนเงินทุน การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อเพื่อรับมือกับภาวะดอกเบี้ยต่ำและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับตัวของธนาคารยังไม่สิ้นสุด โดยโจทย์สำคัญในระยะข้างหน้าคือการประคองความสามารถในการทำกำไร ผ่านการปรับโครงสร้างรายได้และพอร์ตสินเชื่อ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและรักษาคุณภาพสินทรัพย์
เมื่อพิจารณาพัฒนาการของงบการเงินกลุ่มธนาคารพาณิชย์[1] ย้อนหลังในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งได้ทยอยปรับแนวทางเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง การฟื้นตัวของสินเชื่อที่ยังค่อยเป็นค่อยไป และความเสี่ยงการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ยังเป็นประเด็นต้องติดตาม โดยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ช่วยยืนยันภาพดังกล่าวได้ชัดเจนขึ้น แม้กลุ่มแบงก์โดยรวมยังประคองผลการดำเนินงานไว้ได้ แต่แนวทางรับมือมีความแตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจ ฐานลูกค้า และจุดแข็งของแต่ละแห่ง โดยสะท้อนผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การบริหารต้นทุนเงินทุนเพื่อประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการคัดเลือกการเติบโตควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการรักษาผลการดำเนินงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้า
ภายใต้ภาวะดอกเบี้ยต่ำและความไม่แน่นอนสูง การเติบโตของสินเชื่อไม่ใช่คำตอบเดียวของการรักษาความสามารถในการทำกำไร
อัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำและสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้การเร่งขยายสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง ไม่ใช่ทางเลือกหลักในการประคองรายได้ดอกเบี้ยเช่นในอดีต เนื่องจากอาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ ดังนั้น ตลอดหลายไตรมาสที่ผ่านมา จึงเห็นธนาคารแต่ละแห่งเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในการประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ดังนี้
- บริหารต้นทุนเงินทุนเชิงรุก เพื่อบรรเทาแรงกดดันต่อ NIM ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลงในช่วงที่ผ่านมา การบริหารต้นทุนเงินทุนมีความเข้มข้นมากขึ้น มีการทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก ลดสัดส่วนเงินฝากประจำต้นทุนสูง ปรับโครงสร้างแหล่งเงินทุน และบริหารสภาพคล่องให้สอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อ เพื่อชดเชยผลจากอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ลดลง กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ NIM ของบางแบงก์เริ่มขยับขึ้นในไตรมาส 2/2569 และส่งผลให้ NIM โดยรวมของกลุ่มแบงก์ปรับลดลงช้ากว่าหลายไตรมาสก่อนหน้า (รูปที่ 1)
- ปรับพอร์ตสินเชื่อเชิงกลยุทธ์ เพื่อรักษาคุณภาพการเติบโต แบงก์ส่วนใหญ่เลือกขยายสินเชื่อในพอร์ตที่มีความได้เปรียบและบริหารความเสี่ยงได้ เช่น สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ เงินทุนหมุนเวียน กิจการต่างประเทศและอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมชะลอพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่เติบโตส่วนใหญ่ยังให้ผลตอบแทนไม่สูง จึงยังไม่สามารถสร้างแรงส่งต่อต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้มากนัก
เมื่อรายได้ดอกเบี้ยเผชิญแรงกดดัน การขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่น จึงมีบทบาทสำคัญในการประคองผลการดำเนินงาน
บทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเผชิญแรงกดดันหลายไตรมาสติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ความสามารถในการสร้างรายได้ของแต่ละแบงก์ยังแตกต่างกันตามฐานลูกค้า ความเชี่ยวชาญ และโครงสร้างธุรกิจของแต่ละแห่ง ขณะที่งบการเงินย้อนหลังหลายไตรมาสชี้ให้เห็น 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การต่อยอดธุรกิจจากจุดแข็ง และการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้เพื่อเสริมความยืดหยุ่นของผลประกอบการ ดังนี้
- ต่อยอดฐานลูกค้าเพื่อสร้างรายได้มากกว่าธุรกิจสินเชื่อเพียงอย่างเดียว หลายแบงก์ขยายความสัมพันธ์กับลูกค้าไปสู่ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง กองทุน ประกัน และบริการตลาดทุน โดยอาศัยจุดแข็งที่แตกต่างกัน ทั้งฐานลูกค้ารายใหญ่และลูกค้ามั่งคั่ง ความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน เครือข่ายบริษัทในกลุ่มและช่องทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลาย ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 สวนทางกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง (รูปที่ 2)
- ใช้ความหลากหลายของแหล่งรายได้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของผลประกอบการ นอกจากรายได้ค่าธรรมเนียมแล้ว ยังมีกำไรสุทธิจากเงินลงทุน FVTPL เงินปันผล รายได้จากธุรกิจในเครือและรายได้อื่น เข้ามาช่วยเสริมผลการดำเนินงาน สะท้อนความพยายามลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยและบรรเทาความผันผวนในบางช่วง อย่างไรก็ดี รายได้ส่วนนี้ยังขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและราคาสินทรัพย์ จึงมีบทบาทเป็นแรงประคองมากกว่าจะเป็นแหล่งรายได้ที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกไตรมาส (รูปที่ 2)
การเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อประคองคุณภาพสินทรัพย์และรองรับความเสี่ยง
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึงและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มยังเปราะบาง ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเร่งขยายสินเชื่อ แต่เลือกบริหารการเติบโตควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยง โดยงบการเงินในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเติบโตเชิงคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อใหม่ การเร่งจัดการความเสี่ยงในพอร์ตเดิม และการรักษาระดับสำรองฯ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ดังนี้
- บริหารการเติบโตของสินเชื่อภายใต้กรอบความเสี่ยงที่เหมาะสม แม้สินเชื่อของระบบเริ่มกลับมาขยายตัว แต่การเติบโตยังนำโดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อรายย่อยและ SME ยังขยายตัวอย่างระมัดระวัง พร้อมกับการทบทวนพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูงของบางแบงก์ สะท้อนว่าการเติบโตของสินเชื่อในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ
- บริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก เพื่อรักษากันชนรองรับความเสี่ยงในระยะยาว หลายแบงก์เดินหน้าจัดการความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การขายหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) และการตัดหนี้สูญ ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ส่งผลให้ NPL ของกลุ่มแบงก์ทยอยลดลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อย่างไรก็ดี การปรับลดลงดังกล่าวสะท้อนผลของการบริหารจัดการเชิงรุกมากกว่าการฟื้นตัวของคุณภาพลูกหนี้อย่างทั่วถึง ขณะที่ Coverage Ratio ยังอยู่ในระดับสูง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของงบดุลและรองรับความไม่แน่นอนในระยะต่อไป
โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์งบการเงินของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ย้อนหลังหลายไตรมาส และพบว่า ธนาคารแต่ละแห่งได้ทยอยปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการบริหารต้นทุนเงินทุน การเพิ่มบทบาทของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ โดยผลของการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มสะท้อนชัดขึ้นในผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลงยังคงมีอยู่ แต่หลายธนาคารสามารถบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้ ผ่านกลยุทธ์ที่แตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจ ฐานลูกค้า และจุดแข็งของแต่ละแห่ง
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับตัวดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากความท้าทายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย NIM ของกลุ่มแบงก์ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว และอาจอยู่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าระดับ 2.97% ในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากแม้การบริหารต้นทุนเงินทุนจะยังช่วยชะลอแรงกดดันได้บางส่วน แต่แรงหนุนดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง หลังต้นทุนเงินทุนได้ปรับลดลงมาแล้วเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การฟื้นตัวของสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงยังต้องใช้เวลา เพราะข้อจำกัดด้านรายได้ของครัวเรือน
ขณะเดียวกัน แม้จะมีการเร่งขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่น แต่แรงสนับสนุนดังกล่าวยังไม่เพียงพอชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้ทั้งหมด ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานโดยรวมของกลุ่มแบงก์ยังเผชิญแรงกดดัน อีกทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมบางประเภทอาจชะลอลงจากการทยอยบังคับใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานค่าบริการของ ธปท. ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของกลุ่มแบงก์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะขยายตัวน้อยกว่า 3.5% YoY ชะลอลงจาก 16.8% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่รายได้จากการลงทุนและรายได้อื่นยังขึ้นอยู่กับภาวะตลาด ดังนั้น โจทย์สำคัญของธนาคารในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การเดินหน้าปรับโครงสร้างรายได้และพอร์ตสินเชื่อ ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น