o ในไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจจีนขยายตัวอยู่ที่ 5.0%YoY เร่งตัวขึ้นจาก 4.5%YoY ในไตรมาส 4 ของปี 2025 (รูปที่ 1) ได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากภาคการผลิต และภาคการส่งออกโดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้
1. ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial output) ขยายตัวอยู่ที่ 6.1%YoY ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ของจีนเติบโตดี เช่น แบตลิเธียมไอออน (+40.8%YoY) และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (+33.2%YoY)
2. การส่งออกไตรมาสแรกของปี 2026 ยังขยายตัวดีอยู่ที่ 14.7%YoY แต่การเติบโตของการส่งออกเริ่มมีแนวโน้มลดลง หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในเดือนมี.ค.2026 การส่งออกโตชะลอลงอยู่ที่ 2.5%YoY จาก 21.8%YoY ในม.ค.-ก.พ. 2026 (ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง)
o ขณะที่การใช้จ่าย และการลงทุนในประเทศยังเติบโตในระดับต่ำ ยอดค้าปลีกขยายตัวอยู่ที่ 2.4%YoY หลังวงเงินในโครงการของเก่าแลกของใหม่ลดลง รวมถึงการปรับเกณฑ์ยกเว้นภาษีในรถไฟฟ้า สะท้อนจากยอดขายสินค้าในบ้าน และยอดขายรถยนต์ที่หดตัวลง ขณะที่การลงทุนในประเทศพลิกกลับมาเติบโตดีขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 1.7%YoY โดยยังได้รับปัจจัยกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (-11.2%YoY)
o สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจจีนจำกัด โดยจีนมีการควบคุมการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ซึ่งกลไกการปรับราคาน้ำมันของจีนจะมีการกำหนด Ceiling และ Floor (รูปที่ 2) หากระดับราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเหนือระดับ Ceiling ราคาน้ำมันขายปลีกจะไม่ถูกปรับขึ้นเกินระดับนี้ หรือในกรณีที่ราคาน้ำมันผันผวนเร่งตัวขึ้นสูง ภาครัฐจะเข้ามาจัดการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งเร็วเกินไป โดยตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นมากว่า 100% แต่ราคาน้ำมันดีเซลในเมืองปักกิ่งปรับขึ้นราว 30%
o ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากไตรมาสแรกของปี 2026 โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่
- แม้ว่าจีนจะมีปริมาณน้ำมันสำรองในระดับสูง มีแหล่งนำเข้า และช่องทางการนำเข้าพลังงานที่หลากหลาย รวมถึงโครงสร้างพลังงาน (Energy mix) มีน้ำมันเพียงเกือบ 1 ใน 4 แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิตให้ปรับสูงขึ้นกดดันกำไรในภาคการผลิตในจีน โดยจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน และการจ้างงานในระยะต่อไป
- การส่งออกจีนมีแนวโน้มโตชะลอลง ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของจีนชะลอลง รวมถึงความไม่แน่นอนจากการเก็บภาษีรายสินค้าของทางสหรัฐฯ
- ทางการจีนพยายามเน้นการเติบโตจากภายในเป็นสำคัญ แต่อุปสงค์ในประเทศจะยังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของการส่งออกได้ โดยตัวเลขยอดค้าปลีกยังโตต่ำกว่ายอดการส่งออก และภาคการผลิต
o ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปี 2026 เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อนอยู่ที่ 4.5% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทางการปี 2026 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตอยู่ที่ 4.5-5.0% โดยเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องสงครามการค้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจำกัด โดยเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการคลังใกล้เคียงกับปีก่อน และโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีนคาดมีลดลง หลังเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น