Display mode (Doesn't show in master page preview)

4 พฤศจิกายน 2569

Econ Digest

ประเด็นติดตามจาก COP31: เปลี่ยนจากแค่เป้าหมาย Climate สู่การลงมือจริง

คะแนนเฉลี่ย
  • ​การประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569 ณ ประเทศตุรกี จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนจากการกำหนดเป้าหมายด้าน Climate ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง (Implementation) โดยให้ความสำคัญกับการแปลงเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ (NDC) เป็นโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง และการเพิ่มโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีด้าน Climate มากขึ้น
  • COP31 มีความชัดเจนด้านเป้าหมายเชิงปฏิบัติรายสาขามากขึ้น โดยประธานการประชุมเสนอเป้าหมายภายใต้ Global Climate Action Agenda สำหรับปี 2035 ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในพลังงานขั้นสุดท้ายของโลกเป็น 35% การลดการเติบโตของปริมาณขยะลง 50% การลดความเข้มข้นการใช้พลังงานในอาคารอย่างน้อย 25% และการเพิ่มอัตราการใช้วัสดุหมุนเวียนเป็นอย่างน้อย 15% ซึ่งสะท้อนโอกาสการลงทุนในพลังงานสะอาด การจัดการขยะ อาคารประหยัดพลังงาน และเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • ประเทศไทยเตรียมผลักดัน 5 ประเด็นหลักในการเจรจา COP31 ภายหลัง ครม. เห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ได้แก่ (1) การเพิ่มความชัดเจนด้าน Climate Finance (2) การขับเคลื่อน Global Goal on Adaptation เพื่อรับมือภัยพิบัติ (3) การสนับสนุน Just Transition (4) ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลดก๊าซมีเทน และ (5) การสนับสนุนการดำเนินงานตาม NDC 3.0 โดยไทยยังร่วมผลักดันมาตรฐานคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงผ่านความร่วมมืออาเซียน
  • อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามความท้าทาย จาก COP31 ในหลายประเด็น เนื่องจากหลายประเด็นเป็นการต่อยอดข้อตกลงเดิมที่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินงาน โดยเฉพาะ (1) Climate Finance ที่ยังขาดความชัดเจนด้านแหล่งเงินทุน ภาระความรับผิดชอบ และเงื่อนไขการเข้าถึงเงินทุนของประเทศกำลังพัฒนา (2) Adaptation และ Just Transition ที่ยังมีข้อจำกัดด้านแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและกลไกรองรับต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน และ (3) การดำเนินงานตาม NDC ที่ยังมีช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับผลลัพธ์จริง ดังนั้น หาก COP31 ไม่สามารถสร้างความชัดเจนได้ แรงผลักดันส่วนเพิ่มต่อการลงทุนและธุรกิจไทยอาจมีจำกัด 

COP31 จัดที่ตุรกี ร่วมเป็นเจ้าภาพกับออสเตรเลีย
        การประชุม COP31 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี โดยตุรกีทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพและประธานการประชุม ร่วมกับออสเตรเลียที่ทำหน้าที่เป็นประธานการเจรจา (President of Negotiations) และร่วมผลักดันประเด็นของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก
        ประเด็นประชุมสำคัญใน COP31 คือการเปลี่ยนจากการกำหนดเป้าหมาย (Commitments) ไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) โดยเฉพาะการทำให้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) กลายเป็นโครงการลงทุนจริง และทำให้เงินทุนด้าน Climate เข้าถึงประเทศกำลังพัฒนาได้มากขึ้น


COP31 มีอะไรใหม่และแตกต่างจากการประชุมครั้งก่อน
        การประชุม COP ในแต่ละครั้งที่ผ่านมา มักมีการผลักดันหัวข้อหรือประเด็นทางสภาพภูมิอากาศใหม่ๆ จากประธานการประชุม และประธานการเจรจา รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานประเด็นที่ได้ตกลงกันจากการประชุมครั้งก่อนๆ และอาจวางแผนต่อยอดประเด็นเดิมเพื่อให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตกลงไว้ได้จริง โดยประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งก่อน และการต่อยอดมาประชุมในครั้งนี้ สรุปได้ ดังนี้:

สิ่งใหม่ที่น่าสนใจ: COP31 เริ่มระบุเป้าหมายเชิงปฏิบัติรายสาขาชัดเจนขึ้น
        ประธาน COP31 เสนอเป้าหมายสำคัญสำหรับปี 2035 เป็นต้นไป ภายใต้ Global Climate Action Agenda เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริง ตามตีม COP31 ครั้งนี้ ที่เน้นการเป็น Implementation COP และให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ดังนี้

  • 35% Electrification โดยการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าในความต้องการพลังงานขั้นสุดท้ายของโลก จากปัจจุบันที่มากกว่า 23% เล็กน้อย
  • 50% Waste Reduction โดยลดการเติบโตของปริมาณขยะโลกลงครึ่งหนึ่ง โดยเน้น Zero Waste และการลดมีเทน
  • 25% more Climate-Resilient Cities โดยลดความเข้มข้นการใช้พลังงานในอาคารอย่างน้อย 25%
  • 15% Circular Economy เพิ่มอัตราการใช้วัสดุหมุนเวียนทั่วโลกเป็นอย่างน้อย 15%

ท่าทีของประเทศไทยจะรายงานผลการดำเนินการที่ผ่านมา และเน้นบทบาทประเทศพัฒนาให้ช่วยเหลือ
        ไทยได้ประกาศเป้าหมายของไทยในปี 2035 ไปแล้วในการประชุมครั้งก่อน ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยในการประชุม COP31 ครั้งนี้ บทบาทของไทยอาจแบ่งได้ 2 ประเด็น ได้แก่ การรายงานการดำเนินงานของไทยที่ผ่านมา และเจรจากำหนดบทบาทของประเทศพัฒนาเพื่อช่วยเหลือการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของไทย

  • ผลการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของไทย

        สิ่งที่คาดว่าไทยจะรายงาน ได้แก่ รายงานความคืบหน้าตามแผน NDC เดิม การเตรียมนำส่งรายงานความโปร่งใสรายสองปีฉบับที่ 2 (BTR2) ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2026 รวมถึงความคืบหน้ากฎหมายและกลไกดำเนินงานของไทย เช่น ความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  • ความต้องการสนับสนุนจากประเทศพัฒนา

        รัฐบาลเคยระบุความต้องการเงินทุนจากต่างประเทศประมาณ 230,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนไทยลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 MtCO2eq ตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส นอกจากนี้ ครม. เห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทยเพื่อใช้ในการประชุม COP31 รวมถึง COP32 ในครั้งหน้า โดยจะเน้นถึงภาวะผู้นำของประเทศพัฒนาในการลดก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินมาตรการด้าน Climate ได้จริง โดยเน้นผลักดันประเด็นต่างๆ
          นอกเหนือจาก 5 ประเด็นที่ไทยจะผลักดันในการเจรจา COP31 แล้ว ไทยยังมีบทบาทผ่านความร่วมมืออาเซียน โดยร่วมจัดทำร่างแถลงการณ์อาเซียนสำหรับ COP31 และผลักดันโครงการ High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) เพื่อยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงในภูมิภาคด้วย


COP31 ยังเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนข้อตกลงเดิมให้เกิดผลจริง และมีหลายประเด็นที่ต้องติดตาม
        แม้การประชุม COP31 จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนข้อตกลงด้าน Climate ไปสู่การดำเนินงานจริง (Implementation) แต่ยังมีความท้าทายสำคัญ เนื่องจากหลายประเด็นเป็นการต่อยอดข้อตกลงจาก COP รอบก่อนที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ทั้งการระดมเงินทุน Climate Finance ที่ยังมีข้อจำกัดด้านปริมาณเงินทุนและการเข้าถึงของประเทศกำลังพัฒนา การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลที่ยังขาดความชัดเจนด้านแนวทางดำเนินงานร่วมกัน ตลอดจนการสนับสนุน Adaptation และ Just Transition ที่ยังต้องพัฒนากลไกและทรัพยากรรองรับ
        ​ดังนั้น ประเด็นที่ต้องติดตามจาก COP31 จึงไม่ใช่เพียงการประกาศเป้าหมายหรือความร่วมมือใหม่ แต่เป็นความชัดเจนของกลไกที่จะทำให้ข้อตกลงเดิมเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะ

  1. Climate Finance ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจ่าย และเงินจะไปถึงโครงการอย่างไร
  • COP29 กำหนดเป้าหมายระดมเงินทุนให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างน้อย 300 พันล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2035 โดยประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้นำ อย่างไรก็ดี ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนายังมีความเห็นแตกต่างกันเรื่องความรับผิดชอบในการจัดหาเงินทุน โดยประเทศกำลังพัฒนาต้องการเงินสนับสนุนที่มีความแน่นอนและไม่เพิ่มภาระหนี้มากเกินไป
  • ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามจาก COP31 คือสร้างความชัดเจนของแหล่งเงินทุน เงื่อนไขการสนับสนุน และการแก้ปัญหาต้นทุนเงินทุนของประเทศกำลังพัฒนา

(2) Adaptation และ Just Transition อาจไม่สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจได้เพียงพอ

  • โครงการ Adaptation จำนวนมากมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูง แต่อาจไม่ได้สร้างรายได้ทางการเงินโดยตรง การผลักดัน Just Transition จึงยังเผชิญข้อจำกัดด้านการกำหนดผู้รับผิดชอบต้นทุน เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ชุมชน และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมบางประเภท
  • ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามจาก COP31 คือประเทศต่าง ๆ จะสามารถพัฒนากลไกการเงินที่เหมาะสมกับโครงการที่มีผลตอบแทนทางสังคมสูง แต่มีผลตอบแทนทางการเงินอย่างจำกัดได้หรือไม่

(3) การกำหนดแผนดำเนินงานและตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้จริง

  • แม้ประเทศต่าง ๆ จะทยอยประกาศเป้าหมาย NDC รอบปี 2035 แล้ว แต่ UNEP Emissions Gap Report 2026 ระบุว่า หากทุกประเทศดำเนินการตาม NDC อย่างครบถ้วน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโลกจะลดลงเพียง 11–15% ในปี 2035
  • ในทางปฏิบัติ ยังมีความท้าทายด้านความสอดคล้องระหว่างนโยบายและแผนงานหลายด้าน รวมถึงการวัดผลลัพธ์และประสิทธิผลของการดำเนินการเหล่านั้น ดังนั้น COP31 จึงต้องติดตามว่า จะสามารถยกระดับการรายงาน จากกิจกรรมที่ดำเนินการ ไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเงินทุนเข้ากับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวระดับประเทศ

        อย่างไรก็ดี ผลการประชุม COP31 อาจไม่ได้สร้างข้อบังคับใหม่ต่อธุรกิจไทยทันที แต่จะมีผลต่อทิศทางนโยบายและการลงทุนระยะต่อไป โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความชัดเจนของกลไกเงินทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และการส่งผ่านการผลักดันนโยบายภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจไทยสามารถเปลี่ยนเป้าหมาย Climate ให้เป็นโอกาสการลงทุนที่คุ้มค่าและเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด​


​

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest

ESG