Display mode (Doesn't show in master page preview)

22 มกราคม 2563

Econ Digest

ธุรกิจเศรษฐกิจกระแสใหม่ของจีน ส่อ...ผิดนัดชำระหนี้!


               ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2562 ตลาดการเงินของจีนกลับมามีประเด็นอีกครั้งจากข่าวการผิดนัดชำระหนี้ของภาคเอกชนจีนในตลาดสารหนี้ที่มูลค่าการผิดนัดชำระหนี้ตามมูลค่าหน้าตั๋วหรือ Face value ของตราสารหนี้ภาคเอกชนภายในประเทศทั้งปี 2562 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 1.34 แสนล้านหยวน (ราว 5.8 แสนล้านบาท)  



               หากเปรียบเทียบการผิดนัดชำระหนี้ของภาคเอกชนจีนในช่วงนี้เทียบกับช่วงปี 2559 ซึ่งเป็นระลอกแรกของปัญหาข้างต้น ความท้าทายของความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบัน บริษัทเอกชนจีน (Privately-owned enterprises) กลับกลายมาเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่ากังวลมากกว่ารัฐวิสาหกิจ สะท้อนได้จากรายงานของ Fitch ratings ที่พบว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2562 สัดส่วนจำนวนบริษัทเอกชนจีนที่ผิดนัดชำระหนี้ในตลาดตราสารหนี้มีถึงราวร้อยละ 4.5 ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ารัฐวิสาหกิจจีนซึ่งอยู่เพียงราวร้อยละ 0.2 เนื่องจากกลุ่มธุรกิจที่เริ่มน่าเป็นห่วงนั้นไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมหนักที่มีอุปทานส่วนเกินอยู่ค่อนข้างมากอย่าง เหล็ก ถ่านหิน วัสดุก่อสร้าง หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนมากบริหารโดยรัฐวิสาหกิจ (State-owned enterprises) เหมือนที่จีนประสบในช่วงปี 2559 หากแต่กลับพบได้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น โดยหากเจาะลึกลงไปในกลุ่มธุรกิจที่มีการผิดนัดชำระหนี้ในตลาดตราสารหนี้นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา  พบว่า กลุ่มธุรกิจในเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New economy) เริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น อาทิ ธุรกิจบริการอินเตอร์เน็ตและซอฟต์แวร์ ธุรกิจที่ปรึกษาทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) หรือธุรกิจอุปกรณ์สื่อสาร สอดคล้องกับภาวะชะลอตัวในกลุ่มธุรกิจเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่สะท้อนได้จาก China Monthly New Economy Index ในเดือน ธ.ค. 2562 ซึ่งอยู่ที่ 29.0% ลดลงจากช่วงปลายปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 31.4%
                จากความกังวลในภาคอุตสาหกรรมของจีนที่แผ่ขยายวงกว้างออกไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้น อาจยิ่งส่งผลต่อความเปราะบางของธนาคารพาณิชย์จีน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็กของจีนเหล่านี้พึ่งพิงแหล่งเงินทุนผ่านการกู้ยืมจากตลาดเงินหรือตลาดทุน (Interbank or wholesale funding) คิดเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง  จนอาจเผชิญความท้าทายต่อความสามารถในการชำระหนี้คืนในตลาดเงินหรือตลาดทุน หากธนาคารเหล่านี้ประสบภาวะคุณภาพสินเชื่อที่ถดถอยตามภาวะเศรษฐกิจจีนที่อาจชะลอตัวต่อเนื่อง โดยข่าวการเข้าควบคุมกิจการธนาคารท้องถิ่นแห่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปีโดยทางการจีนเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต รวมถึงข่าวการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับอีก 2 ธนาคารท้องถิ่นจีนที่มีปัญหา อาจสะท้อนจุดเริ่มต้นความท้าทายของธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กของจีน อนึ่ง ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กของจีนนี้อาจไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบในระยะสั้น เนื่องจากธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปัญหาข้างต้นมีสัดส่วนขนาดสินทรัพย์ต่ำกว่าร้อยละ 1 ของขนาดสินทรัพย์รวมของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดของจีน

             อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามพัฒนาการของภาวะเศรษฐกิจจีนอย่างใกล้ชิดที่อาจส่งผลต่อคุณภาพของสินเชื่อของทั้งระบบธนาคารพาณิชย์  ในระยะข้างหน้า โดยจากรายงานผลการทดสอบภาวะวิกฤตล่าสุดของธนาคารกลางจีนเมื่อเดือน พ.ย. 2562 ที่ผ่านมาได้ระบุว่า จำนวนธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนของจีนในสัดส่วนกว่าร้อยละ 13.3 ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เสี่ยงสูง” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าการประเมินในปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ราวร้อยละ 10 ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงอาจส่งผลให้สินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special mentioned loans) ที่สูงเกือบ 3%  ของสินเชื่อรวมอาจจะกลายมาเป็นหนี้เสียได้ในอนาคต อีกทั้ง อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 capital adequacy ratio) ต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารพาณิชย์จีนโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ของประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย จนอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจจริงในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับทางการจีนต้องเร่งจัดการ





Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest