ในการประชุม FOMC วันที่ 17-18 มี.ค. 2569 คาดเฟดมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยตัวเลขตลาดแรงงานและเงินเฟ้อล่าสุดยังไม่ได้สะท้อนภาพความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น
ขณะที่ ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะมีความไม่แน่นอนสูง โดยขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก และเงินเฟ้อ
หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ เฟดอาจจำเป็นต้องชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไปก่อน โดยปัจจุบัน (ณ วันที่ 1 มี.ค. 2569) ตลาดส่วนใหญ่มองว่าเฟดอาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายแบบประคับประคองทั้งสองด้าน (Dual Mandate) ไปพร้อมกัน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
• ตลาดแรงงานชะลอลงชัดเจนขึ้น โดยมีสัญญาณจาก
o อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในเดือนก.พ. 2569 จาก 4.3% ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต
o อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงมาอยู่ที่ 62.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี
o ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ในเดือนก.พ. 2569 ลดลง 92,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 55,000 ตำแหน่ง
o ตัวเลขการจ้างงานของเดือนธ.ค. 2568 และม.ค. 2569 ยังถูกปรับลดลงรวม 69,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการจ้างงานในช่วง 3 เดือนล่าสุดลดลงเหลือไม่ถึง 6,000 ตำแหน่งต่อเดือน
• เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมยังมีความยืดหยุ่น (Resilient) แต่เป็นในลักษณะขยายตัวไม่ทั่วถึง โดยแรงหนุนหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาจากการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และการบริโภคของกลุ่มรายได้สูง อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภาษีนำเข้าและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped โดยกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลางจะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น
• ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ที่ 2.4% YoY ในเดือนก.พ. 2569 ก่อนเกิดเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง
o ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 20.8% ภายในเวลาเพียง 12 วัน หลังเกิดเหตุโจมตี โดยในช่วงวันที่ 3-11 มี.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นน้ำมันอ้างอิงของตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยสูงกว่า 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากค่าเฉลี่ยเดือนก.พ. 2569 ที่อยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ฯ ต่อแกลลอน ณ สิ้นเดือนก.พ. 2569 เป็น 3.60 ดอลลาร์ฯ ต่อแกลลอน ณ วันที่ 12 มี.ค. 2569
o หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาน้ำมันดิบทรงตัวสูงกว่า 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลต่อเนื่องตลอดปี เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่สูงกว่า 3% ในปีนี้ โดยสัดส่วนน้ำมันในตะกร้า CPI อยู่ที่ราว 3% และการปรับขึ้นของราคาพลังงานยังสามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอื่นๆ เช่น ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ราคาอาหารสด และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหรือพลาสติก ซึ่งโดยทั่วไปการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล คาดว่าจะทำให้เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 0.2%
• ทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไปขึ้นกับสถานการณ์ในอิหร่าน ที่มีผลต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อให้สืบทอดตำแหน่งประธานเฟดต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพ.ค. 2569 เป็นที่รู้จักในฐานะสายเหยี่ยวที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อและมีจุดยืนเข้มงวดต่อขนาดงบดุลของเฟด ทำให้มีแนวโน้มลังเลต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้ทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยชะลอออกไปก่อน โดยตลาดปรับมุมมองการลดดอกเบี้ยของเฟดชะลอ ออกไปถึงปี 2570
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น