Display mode (Doesn't show in master page preview)

13 พฤษภาคม 2569

Econ Digest

ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลปีงบประมาณ 2569 อาจเพิ่มเป็น 2.6 ล้านล้านบาท หลังการออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท

คะแนนเฉลี่ย
        ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 จากการออกพ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมฯ แต่คาดว่าภาครัฐจะมีการกระจายเครื่องมือการกู้เพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อตลาดการเงินในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามแผนการออกพันธบัตรรัฐบาลในระยะข้างหน้า ด้านบอนด์ยีลด์ไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางบอนด์ยีลด์ต่างประเทศท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสถานการณ์
ไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

รัฐบาลส่งสัญญาณเริ่มกู้เงินเพื่อสนับสนุนมาตรการประคองเศรษฐกิจในช่วงต้นเดือนมิ.ย. 2569 
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า รัฐบาลจะทยอยกู้เงินบางส่วนตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยจะใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศและส่วนใหญ่อาจเป็นการกู้ผ่านหลายช่องทาง (อาทิ เงินกู้สถาบันการเงิน/ตั๋วสัญญาใช้เงิน/ตั๋วเงินคลัง) ไม่ใช่เป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว คล้าย ๆ กับสถานการณ์ในช่วงปี 2563 – 2564 ที่รัฐบาลมีการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งทำให้ปริมาณการออกพันธบัตรไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นในระยะแรกของการกู้ ดังนั้น คาดว่า สัดส่วนการกู้เงินด้วยเครื่องมืออื่นที่ไม่ใช่การออกพันธบัตรรัฐบาลอาจเพิ่มขึ้นมาที่กรอบประมาณ 16-18% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 จากระดับ 15.5 ในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2569 (รูปที่ 1) 

ความต้องการกู้เงินภาครัฐปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงกว่าความต้องการกู้เงินในช่วงโควิด–19    
        ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ความต้องการกู้เงินของรัฐบาลสำหรับปีงบประมาณ 2569 อาจเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับความต้องการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ซึ่งอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานที่รัฐบาลจะเริ่มกู้เพิ่มเติมในช่วงท้าย ๆ ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2569 เพื่อนำไปใช้ในโครงการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานในระยะแรก คาดว่า ความต้องการกู้เงินของภาครัฐจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้นประมาณ 2 แสนล้านบาทจากความต้องการกู้เงินตามกรอบเดิมที่ 2.4 ล้านล้านบาท) โดยจะมีการกระจายเครื่องมือการกู้เงินเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันที่จะมีต่อตลาดการเงิน ซึ่งทำให้ประเมินว่า อาจจะเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท และเป็นการกู้ด้วยเครื่องมืออื่น 1.1 ล้านล้านบาท (รูปที่ 2) 
        อย่างไรก็ดี เงินกู้ด้วยวิธีอื่น ๆ ทั้งการกู้เงินจากสถาบันการเงินและการออกตราสารหนี้ระยะสั้นจะต้องได้รับการปรับโครงสร้างให้เป็นพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลให้เพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อ ๆ ไป


บอนด์ยีลด์ไทยปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงสอดคล้องกับตลาดพันธบัตรต่างประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้แผนการออกพันธบัตรรัฐบาลจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมากนักในระยะสั้น เนื่องจากมีการกระจายการกู้เงินผ่านหลายวิธี แต่ปริมาณการออกพันธบัตรของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนพันบัตรรัฐบาลไทย (บอนด์ยีลด์ไทย) ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสูง โดยเฉพาะในฝั่งตราสาร
ระยะยาวที่มักเคลื่อนไหวตามยีลด์ต่างประเทศซึ่งยังคงมีแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง (ที่ทำให้ธนาคารกลางของหลายประเทศมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย) อย่างไรก็ดี คาดว่าการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ไทยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำอีกระยะ และเศรษฐกิจไทยมีทิศทางชะลอตัว โดยประเมินว่า บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 2 ปี และ 10 ปีอาจขยับเข้าใกล้ระดับ 1.30 และ 2.50% ตามลำดับ (คาดการณ์โดย ธนาคารกสิกรไทย)

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest