Display mode (Doesn't show in master page preview)

12 พฤษภาคม 2569

Econ Digest

GDP อินโดนีเซียไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 5.61% เติบโตสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน

คะแนนเฉลี่ย
        อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีศักยภาพเติบโตระยะกลางสูงที่สุดในอาเซียน จากความสามารถในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำ (Downstream) อุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต EV และ Data Center ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอินโดนีเซียจากประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
        ภาพดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านเศรษฐกิจอินโดนีเซียไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัว 5.61%YoY สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากเวียดนามที่เติบโตถึง 7.83%YoY (รูปที่ 1) แม้เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงานผันผวน และแรงกดดันจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว 

        ในระยะสั้น เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือนและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งรวมกันคิดเป็นกว่า 61% ของ GDP อินโดนีเซีย โดยการบริโภคภาคครัวเรือนขยายตัว 5.52% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐเร่งตัวขึ้นกว่า 21.8% ในช่วงต้นปี (รูปที่ 2) จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการอาหารฟรี มาตรการช่วยเหลือประชาชน และการเร่งใช้จ่ายภาครัฐในช่วงเทศกาลรอมฎอนและวันอีด
        อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปัจจัยที่น่าจับตามองมากกว่าแรงกระตุ้นระยะสั้น คือการเร่งเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเริ่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซียมากขึ้นต่อเนื่อง
        แม้ภาคการผลิตของอินโดนีเซียยังขยายตัว 5.04% YoY คิดเป็น 20% ของ GDP แต่ภาคธุรกิจจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนจากค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลง (รูปที่ 2) จากระดับประมาณ 16,800 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ฯ เมื่อต้นปี ไปแตะเกือบ 17,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้ธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบฟื้นตัวอย่างจำกัด

        ขณะเดียวกัน ภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและ ICT กลับมีบทบาทต่อ GDP เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 4.8% ในปี 2559 มาอยู่ที่ 7.1% ในไตรมาส 1/2569 สะท้อนว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียเริ่มมีแรงขับเคลื่อนใหม่จากทั้งเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมการผลิตขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น 
การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย กำลังสร้างฐานการเติบโตใหม่ให้อินโดนีเซีย
        การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเริ่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจอินโดนีเซียมากขึ้น และกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะกลาง โดยข้อมูลจากกระทรวงการลงทุนอินโดนีเซีย (BKPM) ระบุว่า มูลค่าการลงทุนรวมในประเทศ (Domestic Direct Investment: DDI) และต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 498.8 ล้านล้านรูเปียห์ เพิ่มขึ้น 7.2%YoY (รูปที่ 3) หรือคิดเป็น 8% ของ GDP สะท้อนว่าอินโดนีเซียยังสามารถดึงดูดการลงทุนได้ต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน 

        หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือยุทธศาสตร์ Downstreaming ที่รัฐบาลผลักดันอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2563 เพื่อยกระดับประเทศจากผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม โดยปัจจุบันการลงทุนในอุตสาหกรรม Downstream มีมูลค่า 147.5 ล้านล้านรูเปียห์ (เพิ่มขึ้น 8.1%YoY) คิดเป็นประมาณ 2.4% ของ GDP ในปี 1/2569 เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม Downstream คิดเป็น 1 ใน 3 ของการลงทุนทั้งหมดในประเทศ โดยกว่า 67% เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มนิกเกิล ทองแดง และเหล็ก 
        เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว รัฐบาลอินโดนีเซียจึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ Downstreaming อย่างจริงจังเปิดโครงการใหม่อีก 13 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 14 พันล้านดอลลาร์ฯ ต่อยอดจากโครงการเดิมที่มีอยู่ 20 โครงการ รวมเป็นมูลค่าลงทุน 26 พันล้านดอลลาร์ฯ อยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนดานันตารา (Danantara) ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงาน เหมืองแร่ และเกษตรกรรม สะท้อนถึงความพยายามในการสร้าง Ecosystem ของอุตสาหกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง
        นอกจากอุตสาหกรรม Downstream แล้วการลงทุนในอินโดนีเซียยังเริ่มขยายเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center และ Cloud Infrastructure ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยในไตรมาส 1/2026 การลงทุนในกลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าราว 24.76 ล้านล้านรูเปียห์ หรือคิดเป็นประมาณ 5% ของการลงทุนทั้งหมด และราว 0.4% ของ GDP (รูปที่ 3)
        ปัจจุบันอินโดนีเซียมี Data Center เกือบ 200 แห่งทั่วประเทศ และกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจำนวนมาก เช่น Microsoft ที่กำลังก่อสร้าง Data Center ขนาด 48 เมกะวัตต์ในชวาตะวันตก มูลค่าลงทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ Digital Edge จากสิงคโปร์ กำลังพัฒนาโครงการในเมืองเบงกาซีที่รองรับกำลังไฟสูงถึง 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569
การเติบโตของธุรกิจ Data Center สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองอินโดนีเซียเป็นมากกว่าฐานการผลิต แต่กำลังมองเป็น Digital Economy Hub ของอาเซียน จากข้อได้เปรียบด้านขนาดตลาด เศรษฐกิจดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค รวมถึงความพร้อมด้านพื้นที่และพลังงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทของเศรษฐกิจดิจิทัลต่อการเติบโตในระยะยาวต่อไป
แม้อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตดีที่สุดของอาเซียน แต่เศรษฐกิจในปัจจุบันยังพึ่งพาการบริโภคและมาตรการกระตุ้นภาครัฐค่อนข้างมาก ทำให้การก้าวไปสู่เป้าหมายการเติบโตที่ 8% ยังมีความท้าทายสูง โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและ Productivity มากขึ้น ซึ่งยังต้องอาศัยระยะเวลาหรือต้องสร้างแรงดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มเติมในระยะต่อไป 

        ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเพิ่มภาระการคลังผ่านมาตรการอุดหนุนพลังงาน และจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียปี 2569 จะประคองการเติบโตได้ที่ 5.1% เท่ากับปีก่อนหน้า และอาจลดลงเหลือ 4.6% หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางลากยาวไปถึงช่วงครึ่งปีหลัง

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น