เศรษฐกิจอินโดนีเซียไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 5.29%YoY สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 5.1% แม้จะชะลอลงจาก 5.61% ในไตรมาสแรก สะท้อนว่าพื้นฐานเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลข GDP ที่ออกมาดีกว่าคาดยังไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ โดยตลาดยังให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของนโยบายเศรษฐกิจมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
- การลงทุนและภาครัฐช่วยพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่แรงส่งจากการบริโภคเริ่มอ่อนลง
แม้การบริโภคภาคครัวเรือนยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจคิดเป็น 53.3% ของ GDP และขยายตัว 5.06%YoY ในไตรมาส 2 แต่เริ่มชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 5.52% ชี้ว่ากำลังซื้อภาคครัวเรือนเริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันการนำเข้าที่เร่งตัวจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าการส่งออก ส่งผลให้การส่งออกสุทธิมีส่วนฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้
อย่างไรก็ดี การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐกลับเร่งตัวขึ้นและเข้ามาชดเชยแรงส่งดังกล่าว โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 6.87% โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นปลายน้ำ (Downstream Industries) ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งตัวถึง 15.97% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ โครงการภาครัฐ และมาตรการช่วยเหลือประชาชน ส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในไตรมาสนี้
ในด้านการผลิตเกือบทุกภาคเศรษฐกิจยังขยายตัว โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 4.52% การก่อสร้างขยายตัว 6.68% การค้าส่งและค้าปลีกขยายตัว 6.39% และภาคบริการ ขณะที่ภาคเหมืองแร่เป็นภาคเดียวที่หดตัว 1.64% จากข้อจำกัดด้านโควตาการผลิตและการชะลอตัวของการผลิตแร่บางประเภท - ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่พื้นที่นโยบายเริ่มจำกัด
แม้เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะออกมาดีกว่าคาด แต่หลายปัจจัยเริ่มชี้ว่าโมเมนตัมทางเศรษฐกิจอาจอ่อนแรงลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีมาอยู่ระดับต่ำสุดในเดือน มิ.ย. และยอดค้าปลีกที่หดตัวตลอดไตรมาส 2 รวมถึงผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 100 basis points ในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. ซึ่งจะทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน (รูปที่ 2)
เพื่อลดผลกระทบต่อกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 26.34 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 0.1% ของ GDP โดยเน้นมาตรการเฉพาะจุด เช่น ส่วนลดค่าเดินทาง การแจกข้าว และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลในไตรมาส 3 ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องรองรับการใช้จ่ายจากโครงการเรือธงและความเสี่ยงด้านภาระการอุดหนุนราคาพลังงานหากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้พื้นที่การคลังสำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมมีข้อจำกัดมากขึ้น
ขณะเดียวกันธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ก็มีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินจำกัดลง หลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 100 basis points ก่อนคงดอกเบี้ยไว้ที่ 5.75% ในเดือน ก.ค. และหันมาใช้มาตรการอื่น เช่น การลดต้นทุนการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) และส่งเสริมการใช้ Local Currency Transactions (LCT) เพื่อดูแลค่าเงินโดยไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม สะท้อนว่าทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินต่างมีเผชิญข้อจำกัดในการประคองเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง - นักลงทุนยังคงจับตา 3 ประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ
แม้เศรษฐกิจจริงยังขยายตัวได้ดี แต่ตลาดการเงินยังไม่ตอบรับในเชิงบวกมากนัก เนื่องจากนักลงทุนกำลังประเมินความน่าเชื่อถือของกรอบนโยบายเศรษฐกิจมากกว่าตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว โดยประเด็นที่ตลาดติดตามมี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ - ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง หลังการลาออกของผู้ว่าการ BI นาย Perry Warjiyo ยิ่งทำให้ตลาดจับตาการแต่งตั้งผู้ว่าการคนใหม่ว่าจะยังสามารถรักษาความเป็นอิสระของนโยบายการเงินได้เพียงใด ท่ามกลางบทบาทของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในการผลักดันมาตรการผ่านธนาคารของรัฐ ซึ่งอาจทำให้ตลาดตั้งคำถามต่อความสอดคล้องระหว่างนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน
- การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจภายใต้การดำเนินงาน Danantara โดยเฉพาะล่าสุดที่ Danantara เข้าไปดูแล Pos Indonesia ที่เป็นรัฐวิสหกิจด้านไปรษณีย์ประสบปัญหาขาดทุนหนัก ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญครั้งแรกว่ากองทุนแห่งนี้จะสามารถยกระดับธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาได้จริงหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจยังคงเน้นที่การควบรวมกิจการและเพิ่มประสิทธิภาพเป็นหลัก
- การทบทวนสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียโดย MSCI ในเดือน พ.ย. ซึ่งนักลงทุนยังรอความคืบหน้าของการปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลและโครงสร้างตลาดทุนก่อนการตัดสินใจ
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาดการเงินอย่างชัดเจน (รูปที่ 3) โดยดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียยังลดลง 26.6% จากต้นปี นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นกว่า 73 ล้านล้านรูเปียห์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 7.3% และค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง 6.96% จากต้นปีมาอยู่ที่ 18,037 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ฯ (ณ วันที่ 5 ส.ค.) ชี้ว่านักลงทุนได้หันมาให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของนโยบายเศรษฐกิจมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- คาดว่าเศรษฐกิจทั้งปี 2569 เติบโต 5.1% พื้นฐานเศรษฐกิจยังดี แต่ความเชื่อมั่นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในระยะต่อไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 5.1% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐ แม้โมเมนตัมในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มชะลอลง อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของอินโดนีเซียในระยะต่อไปอยู่ที่การฟื้นความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้ข้อจำกัดของทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ ความผันผวนในตลาดการเงินก็น่าจะทยอยคลี่คลาย แต่หากความเชื่อมั่นยังไม่ฟื้นความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผ่านจากตลาดการเงินไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงในระยะต่อไป
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น