Display mode (Doesn't show in master page preview)

24 กรกฎาคม 2569

Econ Digest

ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 จากการนำเข้าที่อาจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมิน

คะแนนเฉลี่ย


การส่งออกไทยเดือนมิ.ย. 2569 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 20.8% โดยการเติบโตเกินกว่าครึ่งมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

      • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลับมาขยายตัวอย่างแข็งกร่งที่ 66.0%YoY และยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการส่งออกหลักของไทย (contribution to export growth 14.7%) นำโดยการส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน รวม HDD และอุปกรณ์สื่อสาร ที่ได้รับอานิสงส์ของความต้องการ AI และ Data Center ทั่วโลก รวมถึงส่วนหนึ่งยังเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของไทย โดยการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูง 73.0%YoY รองลงมาเป็นการส่งออกไปตลาดจีนและสิงคโปร์ที่ขยายตัวดีเช่นกัน
      • การส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์กลับมาเร่งตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 122 สิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค. 2569 ส่งผลให้การส่งออกสินค้า เช่น อาหารทะเลแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวดี ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังสนับสนุนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของไทยไปยังประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น 
  • สหรัฐฯ เดินหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป

การเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแรงงานบังคับ (Forced Labor) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อจากมาตรา 122 แต่ผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ คาดว่าจะมีไม่มาก

สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับกับ 60 เขตเศรษฐกิจตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 บังคับใช้ต่อจากมาตรา 122 ที่เก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกอยู่ 10% ทันที อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ คาดว่าจะมีจำกัด โดยไทยถูกเก็บอัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ 12.5% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง และสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ สำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า นอกจากนี้ หากไทยสามารถบรรลุการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ สำเร็จจะส่งผลให้อัตราภาษีลดเหลือ 10% เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งภาระภาษีของไทยจะใกล้เคียงกับระดับที่เผชิญอยู่เดิม

อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามการเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ที่คาดว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ  เนื่องจากมีขอบเขตการบังคับใช้ที่กว้าง ไม่มีเพดานอัตราภาษีที่กำหนด และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้า

สหรัฐฯ อยู่ระหว่างตรวจสอบภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Structural Excess Capacity) กับ 16 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงไทย โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาอีกระยะ และอาจบังคับใช้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการส่งออกไทย เนื่องจากมีขอบเขตการบังคับใช้กว้าง ทั้งนี้ ระดับผลกระทบจะขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งและรายการสินค้าที่ครอบคลุม โดยอัตราภาษีมีแนวโน้มสูงกว่า 12.5% ที่เรียกเก็บในประเด็นแรงงานบังคับ ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาระหว่างทางการสหรัฐฯ และไทย ทั้งนี้ หากอ้างอิงจากจากมาตรา 301 สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีกับจีน อยู่ที่ 25 - 100% และกรณีภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) สหรัฐฯ เคยประกาศไว้ที่ 40%

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14.0% จาก 8.2% ในปี 2569 และปรับเพิ่มประมาณการภาพรวมการนำเข้าไทยขึ้นเป็น 27.0% จาก 13.9% ส่งผลให้ในปีนี้ ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้า (Customs basis) สูงสุดเป็นประวัติการณ์​

ภาพการค้าไทยเติบโตกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกและการนำเข้า แต่การนำเข้าที่เร่งตัวมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการนำเข้าของไทยขยายตัวสูงถึง 38.0%YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี เร่งตัวมากกว่าการส่งออกที่ขยายตัวอยู่ที่ 17.6%YoY เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และ Data Center ที่กระตุ้นทั้งอุปสงค์โลกและการลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปี การนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามการส่งออก ขณะที่ต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยังเป็นปัจจัยกดดันการนำเข้าต่อเนื่อง


Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น