แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.6% จากประมาณการ 2.0% ในปี 2568 ท่ามกลางความเสี่ยงสูงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การส่งออกที่เคยเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีความเสี่ยงหดตัวที่ -1.2% โดยมีรายละเอียดดังนี้
• แรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น หลังจากมีการเร่งส่งออกไปมากในปี 2568 โดยการส่งออกสินค้าที่โดนเรียกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 และ Reciprocal tariff มีแนวโน้มชะลอตัวลง นอกจากนี้ มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้า ICs และสินค้าในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
• การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลง และเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันทิศทางการส่งออกไทยเพิ่มเติม โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่า การค้าโลกจะขยายตัวได้เพียง 0.5% จาก 2.4% ในปีก่อนหน้า ขณะที่จีนยังคงเผชิญปัญหาอุปทานส่วนเกินแม้มีการดำเนินมาตรการ anti-involution ที่ลดกำลังการผลิตส่วนเกินเพื่อแก้ปัญหาการตัดราคา เช่น การกำหนดโควตาสำหรับผลผลิต และสนับสนุนการควบรวมกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น แต่ปริมาณสินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การส่งออกไทยยังเผชิญการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจีนทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกอื่นๆ
• การส่งออกไทยปี 2569 ไปตลาดหลัก อย่างเช่น สหรัฐฯ อาเซียน และญี่ปุ่น มีแนวโน้มหดตัวในปี 2569 ขณะที่การส่งออกไปยังจีนและยูโรโซนคาดว่า จะยังขยายตัวเป็นบวกได้ แต่ชะลอลง จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร
o สหรัฐฯ: การส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -5.8% จากฐานที่สูงในช่วงก่อนหน้าซึ่งมีการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ประกอบกับอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่ชะลอลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งคาดว่าจะหดตัว -10.5% (contribution to growth -6.0%) นำโดยสินค้าที่มีความเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 232 เช่น วงจรรวม ไดโอด และทรานซิสเตอร์ในกลุ่มกึ่งตัวนำ อย่างไรก็ดี หากสินค้าดังกล่าวไม่ถูกจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ จะหดตัวลดลงเหลือ -4.2% และช่วยให้ภาพรวมการส่งออกไทยปี 2569 หดตัวเพียง -0.8% ขณะที่สินค้าที่ยังคาดว่าขยายตัวได้ ได้แก่ Hard Disk Drive และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เช่น อุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แม้อัตราการเติบโตจะชะลอลงจากปีก่อน
o อาเซียน: การส่งออกมีแนวโน้มหดตัว -3.5% นำโดยการส่งออกพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงที่คาดว่าจะหดตัว
-17.9% (contribution to growth -1.6%) และการส่งออกทองคำที่มีแนวโน้มลดลง รวมถึงการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มชะลอตัวลง ตามห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้การส่งออกไทยไปกัมพูชาผ่านชายแดน (สัดส่วนราว 6% ของการส่งออกไทยไปอาเซียน) ลดลงไปเกือบ 100%
o ญี่ปุ่น: การส่งออกมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% จากการชะลอลงของการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนที่คาดว่าจะลดลง -3.4% (contribution to growth -0.3%) แม้ญี่ปุ่นยังสามารถรักษากำลังการผลิตในประเทศได้ แต่ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตจีน เช่นเดียวกับสินค้าเคมีภัณฑ์และเม็ดพลาสติก นอกจากนี้ ตลาดญี่ปุ่นไม่ได้แรงหนุนจากกระแส AI และ data center เทียบกับประเทศอื่นๆ ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้รับอานิสงส์
o จีน: การส่งออกคาดว่าจะยังขยายตัวได้ที่ 1.2% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ 5.5% (contribution to growth 1.3%) ตามอุปสงค์ในประเทศของสินค้าที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ AI และ data center รวมถึงการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี อาหารปรุงแต่ง ผลไม้กระป๋อง และน้ำตาล ที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้บางส่วนจากฐานที่อยู่ในระดับต่ำ
o สหภาพยุโรป: การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 0.9% โดยได้รับแรงหนุนจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังสามารถขยายตัวได้ที่ 1.7% (contribution to growth 0.7%) ประกอบกับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร (food security) ในปี 2569 ถึงจะมีการบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) แต่คาดว่าผลกระทบต่อการส่งออกไปสหภาพยุโรปคงมีไม่มาก เนื่องจากการส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมที่เป็นสินค้ากลุ่มแรกที่โดนบังคับใช้ภาษี CBAM มีสัดส่วนเพียง 2.3% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหภาพยุโรป
• วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังหนุนการส่งออกไทย แต่ในทิศทางที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น HDD, PCB และคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ดี ทิศทางการส่งออกของสินค้าในหมวดดังกล่าวในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากคำสั่งซื้อส่วนหนึ่งได้เร่งตัวไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฐานการเติบโตอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุปสงค์โลกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นหลังรอบการอัปเกรดอุปกรณ์ไอทีได้ผ่านไปแล้ว และมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์
• ประเด็นศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจมีคำสั่งระงับและยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งจะมีผลต่อไทยผ่านภาษี Reciprocal tariff ที่ถูกจัดเก็บในอัตรา 19% อาจส่งผลให้มีการเร่งส่งออกสินค้าอีกระลอก แต่คาดว่าแรงหนุนจะมีจำกัดภายใต้ฐานที่สูงในปีก่อนหน้าและอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง ในขณะที่คู่ค้าอื่นๆ ของสหรัฐฯ ก็จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน โดยเฉพาะจีนที่อัตราภาษีจะลดลงเหลือ 27.6% จากเดิมที่ 47.6% ส่งผลให้สินค้าบางประเภทของไทยที่เคยได้ประโยชน์จากอัตราภาษีภายใต้ IEEPA ที่ต่ำกว่าจีน เช่น เครื่องปรับอากาศ อาจสูญเสียความได้เปรียบดังกล่าวไป รวมถึงสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางการค้าอื่นๆ ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ดังนี้
o มาตรา 232 ที่ให้อำนาจเก็บภาษีสินค้านำเข้าโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
o มาตรา 301 ที่ใช้ตอบโต้ประเทศที่มีการค้าที่ไม่เป็นธรรม
o มาตรา 122 ที่ให้อำนาจในการกำหนดมาตรการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน
o มาตรา 201 (safeguard) ที่ให้อำนาจเก็บภาษีหรือกำหนดโควตาชั่วคราวเพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น
ดังนั้นความเสี่ยงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันการค้าโลกในภาพรวม
การนำเข้ามีแนวโน้มชะลอลงในทิศทางเดียวกับการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าขั้นกลางและสินค้าทุน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งเห็นการขยายตัวในระดับสูงในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การนำเข้าน้ำมันดิบอาจปรับลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ดี การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะจากจีน คาดว่าจะยังขยายตัวเป็นบวก โดยมาตรการ De Minimis ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่น่าจะกระทบปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยในปี 2569 ยังเกินดุลแต่น้อยกว่าปี 2568
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 34.1 ล้านคน จาก 32.97 ล้านคนในปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.5% มาอยู่ที่ 1.61 ล้านล้านบาท (contribution to GDP growth 0.3%) ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวไทยยังเผชิญการแข่งขันจากประเทศในภูมิภาค ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก นอกจากนี้ ประเด็นด้านความปลอดภัยยังคงกดดันความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
ค่าเงินบาทในระยะสั้นยังคงแนวโน้มแข็งค่า โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในช่วงสิ้นปี 2569 มีโอกาสกลับมาอ่อนค่าที่ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
อุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลง ขณะที่ภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย แต่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.8% จาก 2.6% ในปีก่อนหน้า สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรงลง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว
• การใช้จ่ายในสินค้าคงทนมีแนวโน้มชะลอลงมากที่สุด สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ที่คาดว่าจะหดตัวที่ -1.7% หลังจากขยายตัวประมาณ 4.8% ในปี 2568 เนื่องจากยอดขายรถยนต์ BEV ที่เร่งตัวขึ้นมากจากประเด็นสงครามราคาและการที่มาตรการ EV 3.0 จะหมดอายุสิ้นปี 2568 ขณะที่การใช้จ่ายในภาคบริการยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของการบริโภคภาคเอกชน
• ในไตรมาส 1/2569 แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะลดลงอย่างมีนัย หลังมาตรการคนละครึ่งพลัสสิ้นสุดลง และไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษี (Easy E-Receipt) เหมือนกับในไตรมาส 1/2568 ประกอบกับงบกลางปี 2569 ที่เหลืออยู่เพียงราว 5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้พื้นที่ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้มีจำกัด
• ขณะเดียวกัน ช่วงการเลือกตั้งคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกในระยะสั้นๆ ต่อภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและที่พัก การขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงภาคค้าปลีก
การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตและภาคก่อสร้าง โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง การลงทุนในที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มซบเซาจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ
อย่างไรก็ดี การลงทุนเอกชนได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ของภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเร่งรัดกระบวนการลงทุน คาดว่าจะช่วยพยุงการลงทุนภาคเอกชนได้บางส่วน โดยเฉพาะในด้านการลงทุนเครื่องจักร อุปกรณ์ และการพัฒนาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
แต่ผลบวกดังกล่าวมีแนวโน้มทยอยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี
การใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐคาดว่าจะชะลอลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่คาดว่าจะต่ำลงในช่วงระหว่างการเลือกตั้งและรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกรอบงบประมาณสำหรับการลงทุนภาครัฐ (รวมรัฐวิสาหกิจ) ในปี 2569 ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
ภาคการผลิตของไทยมีแนวโน้มยังคงซบเซา โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) คาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน จากคำสั่งซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อ่อนแรง ประกอบกับยังเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่สูง ซึ่งกดดันการผลิตในเกือบทุกหมวดหลัก อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารและเครื่องดื่ม ให้ยังคงหดตัว
ขณะที่ผลผลิตภาคการเกษตรอาจลดลงจากปีก่อนหน้าตามปริมาณน้ำสำหรับใช้เพาะปลูกมีแนวโน้มน้อยลงจากสภาพภูมิอากาศที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะปกติ (neutral) ตั้งแต่ในไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ รายได้เกษตรกรยังมีแนวโน้มหดตัวเพราะยังเผชิญการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ข้าวซึ่งอินเดียในฐานะผู้ส่งออกหลักในตลาดโลกยังคงเพิ่มการส่งออก
ปัจจัยการเมืองในประเทศยังเป็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ยังมีโอกาสที่งบประมาณปี 2570 จะเร่งให้ใช้ได้ทันปลายปี 2569 แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป จะกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 2570 การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านเงินฝืด โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกที่ 0.4% จากแรงกดดันด้านอุปทานที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะราคาสินค้าอาหารสดที่ฟื้นตัวจากฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่ราคาพลังงานโลกปรับลดลง
• สมมติฐานราคาน้ำดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย 62 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ปรับลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 ที่เฉลี่ย 68.3 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล
• ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลล่าสุดได้ปรับลดลง 50 สตางค์ มาอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 9 มกราคม 2569 และยังมีแนวโน้มปรับลดได้เพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี สอดคล้องกับแนวโน้มราคาน้ำมันโลกและสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569
• นโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น อาทิ ปรับลดค่าไฟฟ้าและค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อต่อไปในระยะข้างหน้า
• อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังขยายตัวแต่ในอัตราที่ชะลอลงที่ 0.5% ตามภาวะกำลังซื้อในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเงินฝืดยังคงมีอยู่ สะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ลดลงเริ่มมีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อที่มากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ากนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความเสี่ยงด้านขาลงที่เพิ่มขึ้น โดยในอดีตดอกเบี้ยนโยบายเคยไปต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงวิกฤติโควิด ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจอาจจะต้องปรับแย่ลงกว่าคาดมาก กนง. ถึงจะปรับลดดอกเบี้ยไปถึงระดับ 0.5% ในปีนี้
กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะชะลอเหลือ 1.6% จาก 2.0% ในปีก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันหลักจากการส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัวจากฐานสูง การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักยังมาจากการบริโภคภาคเอกชน แต่แรงส่งมีทิศทางอ่อนลงตามอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาวะสินเชื่อหดตัว นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบกับการเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้แรงหนุนจากภาครัฐลดลง
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น