Display mode (Doesn't show in master page preview)

2 พฤศจิกายน 2569

Econ Digest

TISA นวัตกรรมใหม่การออมไทยกับโจทย์ในการออกแบบสิทธิประโยชน์เพื่อผู้ออม

คะแนนเฉลี่ย

บัญชี TISA เป็นระบบที่รวมผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีเงินได้ไว้ภายใต้บัญชีเดียว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดและเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีภายในปีนี้ ก่อนที่จะเริ่มใช้สำหรับการลงทุนในปี 2570 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าความสำเร็จของมาตรการ TISA จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับวงเงินภาษีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่น  คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และสภาพแวดล้อมการลงทุนด้วย

ปัจจุบันผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เข้าเกณฑ์ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) รวมถึงผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจะได้รับการยกเว้นภาษีหากปฏิบัติตามเงื่อนไข อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีวงเงินและเงื่อนไขแตกต่างกัน รัฐบาลจึงเสนอจัดตั้งบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA เพื่อจัดระบบสิทธิประโยชน์และรวบรวมข้อมูลการลงทุนจากผู้ให้บริการหลายแห่งไว้ภายใต้บัญชีเดียว โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้กับการลงทุนตั้งแต่ปี 2570 ทั้งนี้ รายละเอียดของมาตรการยังเป็นกรอบเบื้องต้นและอาจเปลี่ยนแปลงได้

TISA ช่วยจัดระบบสิทธิประโยชน์ให้อยู่ภายใต้บัญชีเดียว

มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการออมและลงทุนของไทยในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือมาตรการถาวรเพื่อสนับสนุนการออมระยะยาว เช่น กองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันบำนาญ เป็นต้น กลุ่มที่สองคือมาตรการที่รัฐบาลออกเพิ่มเติมตามภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยกำหนดช่วงเวลาที่เปิดให้ลงทุน เช่น กองทุน LTF, SSF, SSFX, Thai ESG และ Thai ESGX เป็นต้น โดยแต่ละผลิตภัณฑ์จะมีวงเงินสิทธิประโยชน์ ระยะเวลาการถือครองที่แตกต่างกัน (รูปที่ 1)

เมื่อมีผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขหลายประเภทและซับซ้อน ผู้ลงทุนจึงต้องทำความเข้าใจกติกาหลายชุด รวมถึงข้อมูลไม่ได้รวมอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ภาครัฐจึงเสนอให้จัดทำระบบการออมและการลงทุนที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ชื่อ “บัญชี TISA" ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลการลงทุนของบุคคลจากผู้ให้บริการหลายแห่ง ซึ่งจะพัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

TISA เพิ่มวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่กำหนดวงเงินย่อยแยกตามผลิตภัณฑ์

กรอบเบื้องต้นของ TISA แบ่งเป็น 2 บัญชี ที่มีวัตถุประสงค์และสิทธิประโยชน์ต่างกันและให้ผู้ลงทุนเลือกจัดสรรวงเงินลดหย่อนภาษีได้อย่างยืดหยุ่นภายในบัญชีได้ โดยไม่มีการกำหนดวงเงินย่อยแยกตามผลิตภัณฑ์ ดังนี้

  1. บัญชีการออมและลงทุนเพื่อเกษียณ ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน 600,000 บาท และไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เพื่อเกษียณตามเกณฑ์ เช่น ประกันบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (GPF) เป็นต้น โดยผู้ลงทุนอาจเลือกจัดสรรเงินระหว่างผลิตภัณฑ์ได้อย่างอิสระภายใต้วงเงินรวม ไม่จำกัดวงเงินย่อยแยกตามผลิตภัณฑ์
  2. บัญชีเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ตามเกณฑ์ที่กำหนด วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท (ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้) สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ตามเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนด เช่น หุ้นจดทะเบียนในไทย พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ เป็นต้น ซึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีจากผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น กำไรจากการขาย ปันผล ดอกเบี้ย ซึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีเมื่อผู้ลงทุนปฏิบัติตามเงื่อนไข
    ดังนั้น ถึงแม้กรอบวงเงินของ TISA จะเพิ่มขึ้นเป็น 800,000 บาท แต่วงเงินที่จะนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้จะมาจากบัญชีแรกภายใต้วงเงิน 600,000 บาทเท่านั้น ขณะที่บัญชีที่สอง สำหรับการลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเฉพาะส่วนของผลตอบแทน (รูปที่ 2)

ในอดีตมีการเพิ่มวงเงินลดหย่อนสำหรับการลงทุน แต่มูลค่าของกองทุนลดหย่อนภาษีไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ในช่วงปี 2558-2568 กองทุนลดหย่อนภาษีมีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 13.2% ของมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของกองทุนรวมทั้งระบบ แม้วงเงินสิทธิประโยชน์สูงสุดเพิ่มขึ้นในบางปี แต่มูลค่ากองทุนลดหย่อนภาษียังอยู่ที่ราว 0.70-0.78 ล้านล้านบาท และสัดส่วนต่อ AUM ทั้งระบบลดลงเหลือ 10.8% ในปี 2568 ส่วนหนึ่งมาจากผลตอบแทนของกองทุนลดหย่อนภาษีที่ไม่โดดเด่นเท่ากองทุนทั่วไป ซึ่งมีผลิตภัณฑ์และสินทรัพย์ลงทุนหลากหลายกว่า จึงสามารถเข้าถึงโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดโลกได้มากกว่า (รูปที่ 3)
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การเพิ่มวงเงินสิทธิประโยชน์ไม่ได้สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนอย่างชัดเจน เพราะสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจ
ผู้ลงทุนยังพิจารณาผลตอบแทน ความเสี่ยง แนวโน้มตลาด ค่าธรรมเนียม ความยืดหยุ่น และระยะเวลาการถือครองควบคู่กัน

บทเรียนจากมาตรการต้นแบบ Nippon Individual Savings Account (NISA)
การกำหนดวงเงินที่เพียงพออาจช่วยสนับสนุนการออมได้ในระดับหนึ่ง แต่บทเรียนจาก NISA ของญี่ปุ่นสะท้อนว่า ความสำเร็จของโครงการเพื่อการออมระยะยาวนั้น ยังต้องอาศัยการปรับปรุงข้อกำหนดให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของครัวเรือนที่ยืดหยุ่น เงื่อนไขการขายและการนำวงเงินกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมด้านเศรษฐกิจและผลตอบแทนของการลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการใช้ NISA เป็นเครื่องมือในการออมและลงทุนของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง
ญี่ปุ่นเริ่มใช้ NISA ในปี 2557 และปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่ในปี 2567 โดยเพิ่มวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษี และไม่กำหนดระยะเวลาการถือครองสินทรัพย์ และเปิดให้นำวงเงินตามราคาทุนของสินทรัพย์ที่ขายกลับมาใช้ได้ในปีถัดไป (รายละเอียดในภาคผนวก) ส่งผลให้การลงทุนภายใต้ NISA มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนที่มีหลากหลาย ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองเงินสดและเงินฝากลดลงต่ำกว่า 50% ของมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินที่ครัวเรือนถือครอง อีกทั้งสัดส่วนการถือครองหุ้นและกองทุนของครัวเรือนญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน (รูปที่ 4 และ 5)

TISA จะยกระดับการออมได้ หากสิทธิประโยชน์มาพร้อมความยืดหยุ่นและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์
        ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การส่งเสริมหรือเพิ่มเติมเงื่อนไขที่สอดคล้องเป้าหมายทางการเงินของนักลงทุนซึ่งหลากหลายอาจช่วยเพิ่มความสำเร็จของ TISA ดังเช่นประสบการณ์ของญี่ปุ่น ดังนั้น ปัจจัยที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อให้ TISA ประสบความสำเร็จในระยะยาวมีดังนี้

  1. ความยืดหยุ่นในการบริหารและการสับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ ผู้ลงทุนควรสามารถสับเปลี่ยนหรือขายหน่วยลงทุน และนำวงเงินกลับมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงวัย เป้าหมายทางการเงิน และระดับความเสี่ยง โดยไม่ต้องสูญเสียสิทธิประโยชน์
  2. ความหลากหลายและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ควรมีความหลากหลายทั้งในด้านประเภทสินทรัพย์ ภูมิภาค และระดับความเสี่ยง เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดโลก และไม่กระจุกตัวอยู่ในบางผลิตภัณฑ์
  3. การให้ความรู้และข้อมูลที่เข้าใจง่ายแก่ผู้ลงทุน การให้ความรู้เกี่ยวกับการออมการลงทุนและจัดทำข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจและเปรียบเทียบได้ง่าย ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกผลิตภัณฑ์การออมที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการออมและเข้าสู่ระบบการออมระยะยาวมากขึ้น

        นอกจากนี้ ภาครัฐควรจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ลงทุนรายใหม่ ฐานรายได้ ความต่อเนื่องในการออม การจัดสรรสินทรัพย์ของครัวเรือน และผลต่อรายได้รัฐบาล เพื่อใช้ประเมินความสำเร็จของมาตรการ TISA และนำไปพัฒนามาตรการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
        โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า TISA จะทำให้ระบบสิทธิประโยชน์ด้านการออมและการลงทุนเข้าใจง่ายขึ้น ด้วยการรวมข้อมูลไว้ภายใต้บัญชีเดียว อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ที่ผ่านมาสะท้อนว่า วงเงินสิทธิประโยชน์ที่สูงขึ้นอาจไม่เพียงพอให้การออมและลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินที่หลากหลาย รวมถึงสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจและการลงทุนก็มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน หาก TISA สามารถสร้างสมดุลระหว่างวินัยการออมกับความยืดหยุ่นเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่หลากหลายได้ มาตรการนี้อาจยกระดับการออมของครัวเรือนไทยได้มากกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือลดหย่อนภาษี

​​

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest