o การส่งออกไทยเดือนก.พ. 2569 ขยายตัวที่ 9.9%YoY ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวสูงถึง 24.4%YoY โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ (รูปที่ 1)
- การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวสูงแม้ในอัตราชะลอลงที่ 56.8%YoY (contribution to growth 9.5%) นำโดยการส่งออกคอมพิวเตอร์ (ไม่รวม HDDs) อุปกรณ์สื่อสาร และหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งยังได้รับปัจจัยหนุนจากขาขึ้นของวัฏจักรสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center)
- การส่งออกสินค้าที่เคยถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษี Reciprocal Tariffs เติบโตชะลอลง อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ อย่างไรก็ดี หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสิน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ยกเลิกมาตรการภาษีฯ ดังกล่าว คาดว่าอาจจะเห็นการเร่งตัวของสินค้าส่งออกกลุ่มนี้บ้าง อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีที่จะออกมาเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 โดยทั่วไปมีระยะเวลาการพิจารณาราว 6-12 เดือน
- อัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำปรับลดลง -30%YoY (contribution to growth -2.6%) หดตัวจากการส่งออกไปอินเดียเป็นสำคัญ เนื่องจากในช่วงต้นปี 2568 ผู้ประกอบการอาศัยช่องโหว่นำเข้าแพลตินัมผสมทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีนำเข้าทองคำที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี ปัจจัยฐานสูงจะลดลงในเดือนมี.ค. เป็นต้นไปจากมาตรการจำกัดการนำเข้าของอินเดียที่เข้มงวดขึ้น
o ก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยในปี 2569 อยู่ที่ 1.6% หนุนโดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยมีความเสี่ยงจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยมี 5 ปัจจัยเสี่ยง ดังต่อไปนี้
1) การส่งออกไปตะวันออกกลางเสี่ยงชะงักรุนแรง การส่งออกไปตะวันออกกลางมีสัดส่วน 3-4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูปคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากพึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% ท่ามกลางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและคลองสุเอซที่ชะงักงันจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
2) ภาพรวมค่าขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงก่อนเกิดการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 โดยเฉพาะค่าระวางเรือจากไทยไปยุโรปปรับเพิ่มขึ้นราว 14-17% (รูปที่ 2) โดยการส่งออกไปยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกา ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน
3) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และส่งผลให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบอยู่ระดับเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง จะกระทบอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
4) รัฐบาลออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศ ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมา โดยมูลค่าการส่งออกเชื้อเพลิงที่ถูกระงับคิดเป็นเกือบ 80% ของการส่งออกเชื้อเพลิงทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงเช่นกันจากการชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง ขณะที่ระดับราคาที่สูงขึ้นอาจทำให้มูลค่าการค้าปรับเพิ่มขึ้น
5) การขาดแคลนวัตถุดิบกระทบการผลิตและการส่งออก ตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียราว 1 ใน 3 ของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบการขนส่งสินค้า โดยราคาปุ๋ย ณ วันที่ 20 มี.ค. 2569 ปรับเพิ่มขึ้นราว 23% จากช่วงก่อนที่อิหร่านจะถูกโจมตี ขณะเดียวกัน วัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้าและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังภาคการผลิตและภาคการเกษตร ตลอดจนการส่งออกของไทย
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น