Display mode (Doesn't show in master page preview)

6 ตุลาคม 2569

Econ Digest

เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาสที่ 3/2569 โต 9.95% YoY ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินทุนที่เพิ่มขึ้น

คะแนนเฉลี่ย

        เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 9.95%YoY ในไตรมาสที่ 3/2569 สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 8.65%YoY และเร่งขึ้นจาก 8.81%YoY ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ GDP ในช่วง 9 เดือนแรกเติบโต 9.01% นับเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดของภูมิภาค ตัวเลขดังกล่าวทำให้เป้าหมายการเติบโต 10% ของรัฐบาลเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น อย่างไรก็ดี การรักษาระดับการเติบโตที่สูงต้องพึ่งพาการเร่งลงทุนภาครัฐและการขยายสินเชื่อในระดับสูง ซึ่งเริ่มสร้างแรงกดดันต่อแหล่งเงินทุนในประเทศและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของภาคการเงิน หากสินเชื่อยังขยายตัวเร่งกว่าเงินฝากอย่างต่อเนื่อง

  • การลงทุน การส่งออก และการบริโภคภาคครัวเรือนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

        ​การลงทุนเร่งตัวขึ้นจากทั้งการลงทุนภาครัฐและ FDI โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 23.5%YoY สะท้อนการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ขณะที่เงินFDI ที่เบิกจ่ายจริงเพิ่มขึ้น 13.6%YoY ส่งผลให้ยอดเบิกจ่ายจริงในช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ระดับ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนว่าเวียดนามยังได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่อาเซียน

        การบริโภคภาคครัวเรือนยังขยายตัวดีตามรายได้จากภาคการผลิตและการส่งออก โดยยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้น 14.5%YoY ในไตรมาสที่ 3 เร่งขึ้นจาก 12.9%YoY ในไตรมาสก่อน อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูงที่ 5.08%YoY ในเดือนกันยายน จากราคาพลังงานที่ส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและการขนส่ง   

        แม้การส่งออกขยายตัวถึง 30.0%YoY แต่การนำเข้าเร่งตัวเร็วกว่าตามความต้องการพลังงาน วัตถุดิบ และสินค้าทุน ทำให้การส่งออกสุทธิติดลบและเป็นแรงฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 เวียดนามขาดดุลการค้าราว 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในช่วง 9 เดือนแรก นับเป็นการขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนว่าอุปสงค์และการลงทุนที่แข็งแกร่งทำให้การนำเข้าเร่งตัวขึ้นมาก

  • ​​เป้าหมายการเติบโต 10% เพิ่มแรงกดดันต่อแหล่งเงินทุนในประเทศ
        การบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตทั้งปีที่ 10% ต้องอาศัยการเติบโตในไตรมาสสุดท้ายประมาณ 13% ซึ่งยังเป็นระดับที่ท้าทาย ทำให้ภาครัฐมีแนวโน้มเร่งการลงทุนและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี การเติบโตที่พึ่งพาสินเชื่อสูงกำลังทดสอบความสามารถในการระดมทุนของระบบธนาคาร โดยสินเชื่อขยายตัวเร็วกว่าฐานเงินฝากมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปี 2568 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 สินเชื่อเพิ่มขึ้น 9.0%YTD ขณะที่เงินฝากขยายตัว 5.7%YTD ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของระบบธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 116% ในเดือนกรกฎาคม

        ช่องว่างระหว่างสินเชื่อกับเงินฝากที่เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารแข่งขันระดมเงินฝากมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนเงินทุนและอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับสูงขึ้น ธนาคารบางแห่งจึงเริ่มระดมทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเงินทุนจากต่างประเทศอาจช่วยกระจายแหล่งเงินทุน แต่เพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนดอกเบี้ย การรีไฟแนนซ์ และอัตราแลกเปลี่ยน

        สภาพคล่องทั้งระบบธนาคารยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยธนาคารกลางเวียดนามสามารถเติมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านธุรกรรมตลาดเปิด (Open Market Operations: OMO) อย่างไรก็ดี OMO ช่วยบรรเทาความผันผวนในระยะสั้น แต่ไม่สามารถทดแทนฐานเงินฝากที่เติบโตไม่ทันสินเชื่อได้อย่างถาวร ปัญหาหลักจึงเป็นข้อจำกัดด้าเงินทุนมากกว่าการขาดสภาพคล่องเฉพาะหน้า

  • ​​​หนี้ภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูงเพิ่มความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจและคุณภาพสินทรัพย์

        การขยายตัวของสินเชื่อช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ทำให้ระดับหนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสินเชื่อภาคเอกชนของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 145% ของ GDP ในปี 2568 ระดับหนี้ที่สูงทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนมีความอ่อนไหวมากขึ้นหากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผ่านไปสู่แรงกดดันด้านคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคาร

        ​ระบบธนาคารมีเงินกองทุนเพียงพอในภาพรวม แต่ระดับเงินกองทุนของธนาคารแต่ละแห่งยังมีความแตกต่างกัน โดยอัตราส่วนเงินกองทุนอยู่ที่ 12.06% ณ เดือนธันวาคม 2568 ขณะที่ อัตราส่วนเงินกองทุนของธนาคารจดทะเบียนขนาดใหญ่ 10 แห่ง อยู่ที่ 9.2% ถึง 16.7% สะท้อนว่าระดับเงินกองทุนและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงแตกต่างกันในแต่ละธนาคาร

        ขณะที่สัดส่วน NPL ลดลงมาที่ 3.47% ในไตรมาสแรกของปี 2569 แต่ยังสูงกว่าระดับก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้เสียส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน SMEs ธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

 

  • ​​แม้เศรษฐกิจยังมีแรงส่งสูง แต่ความเสี่ยงในระยะข้างหน้ามาจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯและต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น

        เศรษฐกิจเวียดนามมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยผลการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาคาดว่าจะมีความชัดเจนขึ้นในไตรมาสที่ 4 ทั้งนี้ ผลกระทบต่อการส่งออกและ FDI จะขึ้นอยู่กับขอบเขตของมาตรการ อัตราภาษี การบังคับใช้ และการปฏิบัติต่อเวียดนามเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

        แรงกดดันด้านเงินทุนภายในประเทศยังทำให้ต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางเวียดนามที่ 4.5% ประกอบกับแรงกดดันต่อค่าเงินทำให้พื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินมีจำกัด สินเชื่อจึงยังช่วยประคองโมเมนตัมได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโต 10% ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อระบบธนาคาร

  • ​​การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ

        เวียดนามมีความเสี่ยงที่จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังขาดดุล 8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สาเหตุหลักมาจากดุลการค้าที่พลิกมาขาดดุล เนื่องจากราคาพลังงานและการนำเข้าที่เร่งตัวตามอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่เงินทุนสำรองต่างประเทศของเวียดนามอยู่ที่ 82,813 ล้านดอลลาร์ฯ หรือเทียบเท่ามูลค่าการนำเข้า 1.5 เดือน สะท้อนความสามารถในการรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างจำกัด

        แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวในช่วงปี 2565–2566 แต่ตลาดยังมีความไม่สมดุลระหว่างราคา อุปทาน และกำลังซื้อ โดยเฉพาะในฮานอย ราคาที่อยู่อาศัยและอุปทานคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่ายอดขาย ทำให้สินค้าคงค้างเพิ่มขึ้นและสะท้อนความเสี่ยงด้านการดูดซับอุปทาน โดยที่ฮานอยอัตราส่วนราคาที่อยู่อาศัยต่อรายได้เพิ่มเป็น 37.7 เท่าในครึ่งแรกของปี 2569 บ่งชี้ว่าความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยลดลงอย่างมาก

        ​โดยสรุป เศรษฐกิจเวียดนามยังมีโมเมนตัมแข็งแกร่งจากการลงทุน FDI การส่งออก และการบริโภค แต่คุณภาพของการเติบโตมีความสำคัญมากขึ้น การผลักดัน GDP ให้เข้าใกล้ 10% ผ่านสินเชื่อและการลงทุนอย่างเข้มข้นกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อการระดมทุนของธนาคาร ในขณะที่ระดับหนี้ภาคเอกชนที่สูง และกันชนด้านต่างประเทศที่จำกัดทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนมากขึ้น 

​​

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น