• ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อนท่ามกลางแรงซื้อต่อเนื่องของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ
SET index ปรับตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนหลัก ๆ จากหุ้นกลุ่มแบงก์ซึ่งมีแรงซื้อเข้ามาก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และปธน. สหรัฐฯ มีแนวคิดจะเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ
ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวกรอบแคบในเวลาต่อมา แต่ขยับขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี 5 เดือนที่ระดับ 1,642.14 จุด ท่ามกลางแรงซื้อต่อเนื่องของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ตัวเลข CPI และ PPI เดือนมิ.ย. ของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก็เป็นอีกปัจจัยที่หนุนตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน เนื่องจากตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยยังปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในช่วงท้ายสัปดาห์สวนทางภาพรวมตลาดหุ้นภูมิภาค จากแรงซื้อหุ้นบริษัทด้านพลังงานรายใหญ่แห่งหนึ่งจากคาดการณ์เรื่องแนวโน้มผลประกอบการ
• ในวันศุกร์ที่ 17 ก.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,639.04 จุด เพิ่มขึ้น 1.08% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 82,231.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.02% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 1.40% มาปิดที่ระดับ 229.34 จุด
• สัปดาห์ถัดไป (20-24 ก.ค. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,575 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,645 และ 1,670 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขส่งออกเดือนมิ.ย. ของไทย ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบจ.ไทย โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนก.ค. (เบื้องต้น) ยอดขายบ้านใหม่เดือนมิ.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR เดือนก.ค. ของจีน การประชุม ECB ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิ.ย. ของญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนก.ค. (เบื้องต้น) ของญี่ปุ่น ยูโรโซน และอังกฤษ
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น