• ดัชนีหุ้นไทยกลับมายืนเหนือ 1,500 จุดได้อีกครั้ง แม้จะลดช่วงบวกลงบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์
SET Index แกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะดีดตัวขึ้นมายืนเหนือ 1,500 จุดได้ในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อหลัก ๆ จากบัญชีบริษัทหลักทรัพย์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลบางส่วนต่อประเด็นสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ประกาศระงับ Project Freedom ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารเพื่อนำเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้หรือไม่ ทั้งนี้ ปัจจัยบวกดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อหุ้นทุกกลุ่ม นำโดย กลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยลดช่วงบวกลงบางส่วนในช่วงที่เหลือของสัปดาห์โดยเผชิญแรงกดดันจากแรงขายทำกำไรหุ้นรายตัว นำโดย กลุ่มแบงก์และเทคโนโลยี ประกอบกับนักลงทุนกลับมากังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกครั้ง เนื่องจากล่าสุดมีรายงานข่าวว่าเกิดการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
• ในวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,500.36 จุด เพิ่มขึ้น 0.45% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 75,309.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.71% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.23% มาปิดที่ระดับ 214.08 จุด
• สัปดาห์ถัดไป (11-15 พ.ค. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,470 และ 1,435 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,525 และ 1,555 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจีน (14-15 พ.ค.) ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบจ.ไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเม.ย. ของจีน ตลอดจนตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 ของยูโรโซนและอังกฤษ
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น