• ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงตามแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ
SET Index ปรับตัวลงตั้งแต่วันทำการแรกหลังวันหยุดยาวของตลาดในประเทศท่ามกลางแรงขายหลัก ๆ จากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดย หุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง (เนื่องจากเข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance) หุ้นกลุ่มแบงก์ (ก่อนการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569) และหุ้นกลุ่มพลังงาน (หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกย่อตัวลง) นอกจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความยืดเยื้อก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันดัชนีหุ้นไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การเจราจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11-12 เม.ย. ยังไม่ได้ข้อสรุป และยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่ชัดสำหรับการเจรจารอบต่อไป
ทั้งนี้ แม้จะมีรายงานข่าวว่าอิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 10 วันเข้ามาในช่วงท้ายสัปดาห์ แต่นักลงทุนยังคงมีความระมัดระวังในการลงทุนและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง
• ในวันศุกร์ที่ 17 เม.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,482.45 จุด ลดลง 1.62% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 69,340.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.47% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.39% มาปิดที่ระดับ 216.85 จุด
• สัปดาห์ถัดไป (20-24 เม.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,470 และ 1,450 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,495 และ 1,510 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบจ.ไทย โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ ตัวเลขส่งออกเดือนมี.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนมี.ค. ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนเม.ย. (เบื้องต้น) รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR เดือนเม.ย. ของจีน ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนเม.ย. (เบื้องต้น) ของยูโรโซน อังกฤษและญี่ปุ่น ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมี.ค. ของอังกฤษและญี่ปุ่น
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น