Display mode (Doesn't show in master page preview)

24 กรกฎาคม 2569

Econ Digest

สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรา 301 รอบใหม่ เริ่ม 24 ก.ค. 2569 ไทยถูกเก็บภาษี 12.5% แต่ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ข้างหน้า

คะแนนเฉลี่ย


  • สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการภายใต้มาตรา 301 กรณี Forced Labor อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 (แทนที่มาตรา 122) โดยจัดเก็บภาษีกับ 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทยในอัตรา 12.5% ขณะที่บางประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ถูกจัดเก็บในอัตรา 10% เนื่องจากสหรัฐฯ เห็นว่ามีมาตรการหรือพันธกรณีด้านการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับที่เข้มแข็งกว่า
  • มาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้นให้สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และทองแดง รวมถึงวัตถุดิบสำคัญ น้ำมัน ก๊าซ เครื่องบินและชิ้​นส่วน แร่สำคัญ และสินค้าบางรายการที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอของบางประเทศได้รับสิทธิผ่านระบบ Tariff-Rate Quota (TRQ) ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาษีดังกล่าวย่อมเพิ่มต้นทุนของผู้ส่งออกไทยบางกลุ่ม แต่ผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะสั้นยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากคู่แข่งสำคัญในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่างถูกจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม
  • สิ่งที่น่าจับตาคือ บทบาทของมาตรา 301 ที่กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งตอบโต้ข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีกับจีน มาเป็นเครื่องมือกำหนดมาตรฐานด้านแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายอุตสาหกรรม สะท้อนว่าการแข่งขันทางการค้าในอนาคตจะไม่ได้ตัดสินกันที่อัตราภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกฎเกณฑ์ที่ประเทศคู่ค้าต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ
  • สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงที่ควรติดตามมากกว่า Forced Labor คือการสอบสวนกรณี Structural Excess Capacity ซึ่ง USTR ยังไม่ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ หากสหรัฐฯ เห็นว่าประเทศใดใช้นโยบายอุตสาหกรรมหรือการอุดหนุนจนก่อให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินและบิดเบือนการแข่งขัน ก็อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพการส่งออก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การใช้มาตรา 301 รอบนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานการค้าของสหรัฐฯ มากกว่าการขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมทั้งด้านการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน การยกระดับมาตรฐานแรงงาน และการติดตามความคืบหน้าของการสอบสวน Structural Excess Capacity ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยในระยะต่อไป

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น