เป็นที่น่าสังเกตว่า อัตราการเติบโตของการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยโดยรวมในแต่ละปี มักจะเป็นในทิศทางเดียวกันกับการเติบโตของการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีความเป็นไปได้ว่าในปี 2551 จะเติบโตไปในทิศทางที่ชะลอตัวลงอีก อันเนื่องมาจากปัจจัยทางด้านราคาน้ำมัน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และวิกฤตซับไพรม์ โดยตามประมาณการล่าสุดของ IMF ได้คาดว่าในปี 2551 เศรษฐกิจของสหรัฐฯจะเติบโตในระดับร้อยละ 1.3 ซึ่งเป็นอัตราชะลอตัวลงจากปี 2550 ที่เติบโตร้อยละ 2.2 จึงน่าจะมีผลให้จำนวนการซื้อขายที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯในปี 2551 ลดลง และส่งผลต่อเนื่องให้ความต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์ในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการขยายตัวของสินค้ากลุ่มดังกล่าวของไทยทั้งในตลาดสหรัฐฯและตลาดโลกในปี 2551 มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ลดลงตามไปด้วย โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าอัตราการเติบโตของการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไทยไปยังตลาดสหรัฐฯใน ปี 2551 น่าจะหดตัว ในระดับติดลบร้อยละ 20-25 หรือมีมูลค่าการส่งออกไม่เกิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยน่าจะมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐไม่เกินร้อยละ 1 ดังนั้น ในยุคที่ผู้บริโภคสหรัฐฯหันมาให้ความสำคัญต่อความคงทน และความคุ้มค่าของเฟอร์นิเจอร์ ผู้ประกอบการไทยจึงควรหันมาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการผลิตและเน้นเกมรุกมากกว่าเกมรับมากขึ้น โดยเน้นการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีเอกลักษณ์แทนการลอกเลียนแบบจากต่างประเทศ และสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ภายใต้สีสันที่มีความคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงกับธรรมชาติ พร้อมทั้งเร่งหาพันธมิตรทางการค้าคือตัวแทนจำหน่ายที่มีช่องทางกระจายสินค้าในวงกว้างในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศให้มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสำหรับรองรับการแข่งขันในตลาดระดับกลางและล่าง ที่คาดว่าความต้องการยังคงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อรักษา และสร้างโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นตลาดเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนที่มีศักยภาพในการบริโภคค่อนข้างสูงด้วยความที่เป็นตลาดเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ของโลกนั่นเอง
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น