สหรัฐอเมริกา นับเป็นประเทศผู้นำเข้าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก โดยมีมูลค่านำเข้าประมาณปีละ 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฉะนั้น ทิศทางการค้าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของโลกและของไทยจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำเช่นไร สามารถคาดการณ์และบ่งบอกได้จากทิศทางการนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทยพบว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 ไทยมีการส่งออกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มไปยังตลาดสหรัฐฯมูลค่า 314.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 23.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ในขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานของสหรัฐฯเองที่มีการรายงานในช่วง 2 เดือนแรกปี 2552 พบว่า การนำเข้าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของสหรัฐฯมีมูลค่าทั้งสิ้น 10,176.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 11.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งปัจจัยดังกล่าว กระทบต่อประเทศผู้ส่งออกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มไปยังตลาดสหรัฐฯเป็นอย่างมาก
โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า มูลค่าการนำเข้าเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มของสหรัฐฯจากประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญ 10 อันดับแรกปรับลดลงเกือบทุกประเทศ ทั้งจีน เม็กซิโก อินเดีย ฮอนดูรัส กัมพูชา รวมทั้งไทยที่มีมูลค่านำเข้า 237.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯลดลงร้อยละ 19.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ยกเว้นเพียงเวียดนาม อินโดนีเซีย และบังคลาเทศ ซึ่งการส่งออกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องหามาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคการผลิตและการส่งออกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2552 ทั้งนี้ เนื่องจาก สหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 40 ของตลาดส่งออกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มทั้งหมดของไทย โดยสิ่งจำเป็นลำดับแรกคือ การขยายตลาดอื่นๆทดแทนสหรัฐฯเพื่อกระจายความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน ตลาดสหรัฐฯเองก็ยังจำเป็นต้องรักษาไว้ โดยผู้ประกอบการต้องพบปะผู้นำเข้าของสหรัฐฯ สร้างความสัมพันธ์กับผู้สั่งซื้อสินค้าของสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง เพื่อรอคำสั่งซื้อที่จะมีเข้ามาภายหลังจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อของสหรัฐฯกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น