การส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนในปี 2554 มีทิศทางการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากปีก่อนหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ในปี 2554 มีมูลค่าประมาณ 1,140 – 1,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือขยายตัวประมาณร้อยละ 3-5 (YoY) โดยปัจจัยหนุนทางด้านคุณภาพและความประณีตของสินค้า รวมทั้งความยืดหยุ่นในการระบบการผลิตของไทย ทำให้การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ยังสามารถขยายตัวได้ อย่างไรก็ตาม การส่งออกในปี 2554 นับว่าขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงกว่าปีก่อนหน้าซึ่งมีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 17.4 (YoY) ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในตลาดส่งออกหลัก เช่น สหรัฐ และยุโรป ยังคงเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้ง สหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าไปลงทุนและขยายฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ในเม็กซิโก และส่งเฟอร์นิเจอร์กลับมาจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งทำให้สัดส่วนการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ลดความสำคัญลงไป ประกอบกับ การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ยังคงต้องเผชิญกับการแข่งขันทางด้านราคาจากจีน และเวียดนามมากขึ้น
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญที่ไทยยังมีโอกาสขยายการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยเฉพาะตลาดอินเดีย ซึ่งการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยไปอินเดียในช่วงครึ่งปีแรกมีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 14 (YoY) ทั้งนี้เนื่องจาก อินเดียเป็นประเทศที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจค่อนข้างสูง มีการขยายตัวของธุรกิจก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน ธุรกิจท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า และภาคธุรกิจต่างๆ และเฟอร์นิเจอร์ไทยก็ยังคงเป็นที่นิยมนำเข้าจากอินเดีย ประกอบกับผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ของอินเดียยังไม่สามารถผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นดีไซน์ และมีรูปแบบที่ทันสมัย ได้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ทำให้อินเดียมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งห้องนอน และห้องนั่งเล่น ซึ่งยังมีความต้องการสูง นอกจากนี้ ช่องทางการจำหน่ายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นขยายตลาด และเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ควรใช้โอกาสในการเข้าร่วมแสดงสินค้าในงานนิทรรศการเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ทั้งที่จัดขึ้นในไทยและอินเดีย เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักของกลุ่มผู้ค้าเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านแฟรนไซส์ ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ระดับบนที่สำคัญของอินเดีย และเป็นช่องทางที่จะช่วยให้สินค้าสามารถขยายตลาดได้อย่างรวดเร็วในช่วงแรก อีกทั้งผู้ส่งออกไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำการโฆษณาสินค้าเองอีกด้วย
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามประเด็นในเรื่อง ความชัดเจนและเงื่อนไขของนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ โดยการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจจะมีผลต่อราคาจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในตลาดส่งออกในอนาคต
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น