การส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 ยังคงต้องเผชิญกับหลายปัจจัยท้าทาย ซึ่งเป็นผลมาจากความซบเซาของตลาดในประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าส่งออกไทยมีราคาสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะคู่แข่งที่สำคัญอย่างจีนและเวียดนาม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ญี่ปุ่นน่าจะยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับจากปี 2554 โดยในปี 2556 มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยไปญี่ปุ่นจะยังสามารถรักษาอัตราการขยายตัวไว้ใกล้เคียงกับปี 2555 ที่โตร้อยละ 1.5 (YoY) อันเป็นผลมาจากการปรับตัวในระยะที่ผ่านมา จนกระทั่งในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยเน้นการผลิตสินค้าที่เจาะกลุ่มตลาดกลาง-บน (Premium End) มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคา
นอกจากการรักษาส่วนแบ่งในตลาดญี่ปุ่นแล้ว แรงส่งจากการขยายตัวที่แข็งแกร่งของตลาดศักยภาพใหม่ที่น่าสนใจ อย่างเช่น ตลาดอาเซียน และตลาดประเทศเกิดใหม่อื่นๆ (Emerging Market) เช่น BRICS ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ที่เข้ามาทดแทนคำสั่งซื้อจากตลาดหลักอื่นอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป จะเป็นตัวช่วยเสริมให้ภาพรวมการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนของไทยในปี 2556 มีโอกาสเติบโตได้ร้อยละ 0-3 (YoY)
มองไปข้างหน้า ผู้ประกอบการควรมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ความไม่แน่นอนของราคาไม้ และการแข็งค่าของเงินบาท ที่กระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าส่งออกของไทย โดยการใช้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าว นำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตเพื่อชดเชยการขาดแคลนแรงงานและช่วยลดต้นทุนในการผลิตลง อีกทั้งผู้ประกอบการที่มีความพร้อม อาจจะมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนโดยการขยายสาขาหรือแฟรนไชส์ร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ Brand ไทยไปขายยังต่างประเทศ หรือมองหาฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นลาวและพม่า เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความพร้อมทั้งวัตถุดิบ แรงงาน และค่าแรงที่เหมาะสม
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น