จบครึ่งแรกปี 2556 ตลาดรถยนต์ในประเทศของไทยปิดตัวเลขอย่างสวยงามที่ยอดขาย 740,795 คัน ขยายตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 22 จากผลของการเร่งส่งมอบรถยนต์ให้กับผู้จองซื้อรถยนต์ภายใต้นโยบายการคืนภาษีรถยนต์คันแรก ซึ่งแม้จะส่งผลดีต่อตลาดในแง่ของยอดขายรถยนต์ในประเทศที่พุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงปีกว่า 1 ปี ที่ผ่านมา แต่จากผลของนโยบายที่ทำให้มีการดึงอุปสงค์ล่วงหน้ามาใช้ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ในประเทศช่วงครึ่งหลังของปีนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะกดดันให้ตัวเลขยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 หดตัวประมาณร้อยละ 35 ถึง 40 หรือคิดเป็นยอดขายรถยนต์ประมาณ 480,000 ถึง 550,000 คัน ทำให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2556 นี้ คาดว่าจะใกล้เคียงระดับที่เคยประเมินไว้ในช่วงต้นปีที่ประมาณ 1,220,000 ถึง 1,290,000 คัน หรือหดตัวระหว่างร้อยละ 10 ถึง 15 จากปีก่อนที่มียอดขายสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1,434,752 คัน
ในส่วนของตลาดรถยนต์มือสองเองก็เช่นกัน จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งในด้านยอดขายและราคาขายที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมองว่าปี 2556 นี้ น่าจะยังเป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจขายรถยนต์มือสอง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีเงินทุนหมุนเวียนไม่มาก และที่มีสต็อกรถยนต์เก่าที่รับซื้อมาก่อนปี 2555 และยังปล่อยไม่ออกจำนวนมาก ซึ่งในปี 2556 นี้ คาดว่ายอดโอนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์การถือครองรถยนต์จะมีโอกาสหดตัว จากที่เริ่มมีสัญญาณให้เห็นในปี 2555 ที่ยอดโอนรถยนต์ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 เท่านั้น ทั้งนี้ ตลาดรถปิกอัพมือสอง รวมถึงรถเพื่อการพาณิชย์อื่นๆที่เป็นรถมือสอง และรถยนต์นั่งมือสองขนาดกลางและใหญ่ น่าจะเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ก่อน ขณะที่รถยนต์นั่งมือสองขนาดเล็กน่าจะเป็นกลุ่มที่ตลาดฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากได้รับประโยชน์จากโครงการรถยนต์คันแรกมาก
ถึงแม้ว่าตลาดรถยนต์ไทยในปี 2556 นี้ จะหดตัวลงจากปีก่อนค่อนข้างมาก แต่ทิศทางการหดตัวดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น จากนโยบายการคืนภาษีรถยนต์คันแรกที่ดึงอุปสงค์ในอนาคตมาใช้เป็นสำคัญ ซึ่งตลาดรถยนต์ช่วงต่อจากนี้แม้จะยังคงหดตัวไปจนถึงอย่างน้อยช่วงต้นปี 2557 แต่ก็จะเป็นช่วงของการปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ โดยในระยะปานกลาง การเติบโตของรายได้ประชากร รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์ และการนำเสนอรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง น่าจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดรถยนต์ในประเทศให้ขยายตัวได้ต่อไปในอนาคต
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น