ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สำหรับธุรกิจส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไทยในปีนี้ แม้จะมีหลากหลายปัจจัยที่กดดันต่อภาพรวมการส่งออก ทั้งในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนแรงงานและราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อุปสรรคทางการค้าโดยเฉพาะเรื่องกฎระเบียบของประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมไปถึงค่าเงินบาทที่ยังคงผันผวนในทิศทางแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่โดยรวมแล้วน่าจะประคับประคองให้เติบโตต่อไปได้ โดยทิศทางการส่งออกเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไทยไปยังตลาดโลกปี 2558 จะมีมูลค่าประมาณ 1,200-1,250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 0.0-4.0 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่หดตัวร้อยละ 3.1 ซึ่งมีปัจจัยบวกจากกำลังซื้อในตลาดหลักอย่าง สหรัฐฯ ที่กลับมาเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา รวมไปถึงความต้องการในตลาดอาเซียนและตลาดคู่ค้าใหม่อย่าง จีนและอินเดีย ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของความเป็นเมืองและการเติบโตของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ที่น่าจะช่วยผลักดันให้ยอดการส่งออกในปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตในแดนบวกx
โดยกลุ่ม 3G (สหรัฐฯ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น) ยังเป็นตลาดหลักที่คาดว่าจะพยุงยอดการส่งออกในปีนี้ โดยสินค้าหลักที่เป็นที่ต้องการในตลาดนี้ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่เน้นขายงานดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งาน ในขณะที่อาเซียน จีนและอินเดีย เป็นตลาดใหม่ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการป้อนสินค้าเฟอร์นิเจอร์รองรับกลุ่มชนชั้นกลางที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปสู่สังคมเมือง อาทิ เฟอร์นิเจอร์เพื่อการตกแต่งบ้านและคอนโดมิเนียม เป็นต้น
แม้ว่าในระยะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจะปรับตัวทางธุรกิจเพื่อความอยู่รอด แต่ก็มีจำนวนไม่มากที่ทำได้ เพราะต้องยอมรับว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาไม่ได้ ดังนั้น หากมองไประยะข้างหน้า การวางโครงสร้างธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนางานด้านดีไซน์ การมองเทรนด์ความต้องการของตลาดผู้บริโภคและนำมาปรับปรุงสินค้าให้สอดรับกับวิถีการใช้ชีวิตของกลุ่มลูกค้าปลายทางให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการเปิดช่องทางการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับแต่ละตลาดเป้าหมาย น่าจะเป็นทางออกสำหรับความอยู่รอดของผู้ประกอบการในธุรกิจได้ เพราะปัจจัยเหล่านี้ มีส่วนอย่างมากต่อการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันรวมถึงสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น