สหรัฐอเมริกานับเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์มากที่สุดในตลาดโลกคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของมูลค่าการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์โดยรวมของโลก ขณะเดียวกันยังเป็นตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทยมาโดยตลอด และจากรายงานของ U.S. Department of Commerceพบว่าปี 2548 สหรัฐฯ นำเข้าเฟอร์นิเจอร์จากทั่วโลกเป็นมูลค่า 20,949.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มร้อยละ 10.41 เมื่อเทียบกับปี 2547 โดยแหล่งนำเข้าสินค้าที่สำคัญ 5 อันดับแรกคือ จีน(สัดส่วนร้อยละ 50) แคนาดา(สัดส่วนร้อยละ 15.9) เม็กซิโก(สัดส่วนร้อยละ 4.7) อิตาลี (สัดส่วนร้อยละ 4.5) และมาเลเซีย (สัดส่วนร้อยละ 3.3) ขณะที่ไทยเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญอันดับ 9 ในตลาดสหรัฐฯหรือมีมูลค่า 425.8 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.0 ของมูลค่าการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์โดยรวมของสหรัฐฯ
โดยคู่แข่งที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในตลาดสหรัฐฯอย่างชัดเจนในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาคือ เวียดนามที่มีอัตราการเติบโตของการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปยังตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นโดดเด่นมากเมื่อเทียบกับจีน และไทย จากมูลค่าเพียง 12.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2544 เฟอร์นิเจอร์เวียดนามก็สามารถขยับเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 648 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 หรือขยายตัวเฉลี่ยเกินกว่าร้อยละ 100 ต่อปี ขณะที่การเติบโตของจีนนั้นเป็นไปในลักษณะที่ค่อนข้างคงที่ด้วยระดับการเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ส่วนไทยนั้นพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมูลค่าการส่งออกของเฟอร์นิเจอร์ไทยไปยังตลาดสหรัฐฯมีการเติบโตไม่คงเส้นคงวาเท่าที่ควร ทำให้มูลค่าการส่งออกจึงขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก อีกทั้งปี 2548 ยังนับเป็นปีแรกที่เวียดนามมีมูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปยังตลาดสหรัฐฯเหนือกว่าไทย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เวียดนามมีมูลค่าการส่งออกหรือส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่าไทยค่อนข้างมาก และก็มีความเป็นไปได้ว่าในปี 2549 เวียดนามก็น่าจะยังสามารถส่งออกไปยังไปตลาดสหรัฐฯได้มากกว่าไทย ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2549 เฟอร์นิเจอร์ไทยน่าจะส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯคิดเป็นมูลค่าประมาณ 400-450 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เฟอร์นิเจอร์ของเวียดนามสามารถขยายตัวในตลาดสหรัฐฯเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงดังกล่าวนั้น เป็นผลสืบเนื่องจากการที่เวียดนามและสหรัฐฯได้ทำการเปิดเสรีทางการค้าในลักษณะของข้อตกลงทางการค้าต่อกันนับตั้งแต่ปี 2544 ประกอบกับนักลงทุนทั้งจากไต้หวัน และกลุ่มสหภาพยุโรปหลายรายได้ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามเพิ่มมากขึ้น และมีการพัฒนาการผลิตเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวียดนามมีการขยายตัวทางด้านการผลิตเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างสูง และจากการที่ปัจจุบันสินค้าเฟอร์นิเจอร์จีนสามารถถือครองส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯสูงมากจนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ภายในประเทศสหรัฐฯค่อนข้างสูง ทำให้สินค้าเฟอร์นิเจอร์จีนมีแนวโน้มจะถูกสหรัฐฯเรียกเก็บภาษีการทุ่มตลาดในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ในอนาคตอันใกล้ ประกอบกับค่าแรงในจีนเริ่มมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นด้วย ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติที่เคยลงทุนในจีนต่างทยอยย้ายฐานการผลิตไปที่เวียดนามกันมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ในเวียดนามเองแต่เดิมก็ผลิตสินค้าเฟอร์นิเจอร์ส่งตลาดสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพสินค้าอยู่แล้ว ดังนั้นสินค้าที่ผลิตได้ในเวียดนามจึงมีมาตรฐานที่ดีระดับหนึ่ง และมีราคาไม่แพงมาก หรือมีราคาที่ไม่แตกต่างจากสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตในจีนมากนักด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าเวียดนามจะกลายไปเป็น 1 ใน 5 แหล่งนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญของตลาดสหรัฐฯที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน
ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงเห็นว่าผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญต่อการเน้นเกมรุกมากกว่าเกมรับมากขึ้น พร้อมทั้งเร่งสร้างความได้เปรียบทั้งในด้านการสร้างความแตกต่าง(Differentiation) และการสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ต่ำ(Cost Advantage) ที่เกิดจากประสิทธิภาพการประกอบการที่เหนือกว่า เพราะความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าจากการที่มีแหล่งวัตถุดิบหรือต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าที่ไทยเคยมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งนั้น ปัจจุบันไทยได้สูญเสียความได้เปรียบดังกล่าวให้แก่จีนและเวียดนามไปแล้ว ขณะที่ในส่วนของการสร้างความแตกต่างนั้นก็ควรเน้นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์แทนการลอกเลียนแบบจากต่างประเทศ การพัฒนาคุณภาพสินค้าที่เหนือกว่า การเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยความคิดสร้างสรรค์ หรือไม่ใช่เป็นเพียงการรับจ้างผลิตเท่านั้น พร้อมทั้งเร่งหาพันธมิตรทางการค้าคือตัวแทนจำหน่ายที่มีช่องทางกระจายสินค้าในวงกว้างในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศให้มากขึ้น การสร้างและพัฒนาตราสินค้าอย่างจริงจังเพื่อยกระดับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทยให้ก้าวสู่ตลาดระดับกลางถึงบนให้ได้ และเน้นการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงหรือ Niche Market มากขึ้น ควบคู่กับการกระจายกลุ่มเป้าหมายรายบุคคลไปยังกลุ่มโรงแรม สปา หรือร้านอาหาร ด้วย
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น