Display mode (Doesn't show in master page preview)

14 มีนาคม 2550

การค้า

มาตรการ NTBs : อุปสรรรคการค้าเสรี FTA & ซ้ำเติมการส่งออกไทยปี 2550 (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 1958)

การส่งออกของไทยในปี 2550 ต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายประการ นอกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTBs) ถือเป็นปัญหาท้าทายต่อการส่งออกของไทยในปี 2550 ที่ทางการตั้งเป้าหมายให้การส่งออกเติบโต 12.5% และเป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรี (FTA) ด้วย ไทยประสบอุปสรรคการส่งออกจากมาตรการ NTBs จากประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 3 ของไทย รองจากอาเซียน และสหรัฐอเมริกา โดยสหภาพยุโรปใช้มาตรการเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) กับข้าวโพดหวานกระป๋องของไทยที่อัตรา AD 13.2% และในปีนี้สหภาพยุโรปมีแผนการออกข้อกำหนดใหม่ด้านมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้นทั้งสินค้าเกษตร เช่น สินค้าอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น สินค้าเคมีภัณฑ์และสินค้าที่มีส่วนประกอบของสารเคมี
นอกจากนี้ ตลาดส่งออกใหม่ที่สำคัญของไทยอย่างออสเตรเลียและอินเดีย ซึ่งแม้มูลค่าการส่งออกของไทยยังไม่มากนักในขณะนี้ แต่เป็นตลาดที่มีอัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทยอยู่ในระดับสูง และเป็นตลาดที่ไทยจัดทำความตกลง FTA ด้วย ทำให้สินค้าส่งออกของไทยได้รับผลดีจากการลดภาษีภายใต้ FTA อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกของไทยต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการ NTBs ของออสเตรเลียและอินเดีย เช่น มาตรฐานสินค้าด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Sanitary and Phytosanitary Measure : SPS Measure) และการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ส่งผลให้สินค้าเกษตรส่งออกของไทยเข้าสู่ตลาดของออสเตรเลีย และอินเดียได้ยากขึ้น และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ภาครัฐไทยควรเร่งปรับปรุงกฎระเบียบด้านมาตรฐานสินค้าของประเทศ สร้างคุณภาพมาตรฐานของสินค้าส่งออกไทย เพื่อป้องกันมาตรการกีดดันทางการค้าด้านมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวด ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการ NTBs ของประเทศคู่ค้าแล้ว ยังเป็นการป้องกันการทะลักอย่างรวดเร็วของสินค้านำเข้าราคาถูกและคุณภาพต่ำจากการลดภาษีภายใต้ความตกลง FTA เช่น สินค้านำเข้าจากจีน ได้แก่ หอม กระเทียม ผลไม้เมืองหนาว (เช่น แอปเปิ้ล และสาลี่) ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังการเปิดเสรีภายใต้กรอบอาเซียน-จีน ส่งผลเสียหายต่อเกษตรกรไทยที่ปลูกพืช/ผลไม้ชนิดเดียวกันนี้
นอกจากนี้ ภาครัฐควรเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายภายในให้มีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส และเท่าเทียมกัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก เช่น ความเข้มงวดในการตรวจตราการแอบอ้างการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้าไทยจากประเทศอื่นและส่งออกไปประเทศที่สาม ซึ่งอาจทำให้สินค้าไทยถูกมาตรการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) จากประเทศนำเข้าได้
สำหรับภาคเอกชนควรเร่งยกระดับคุณภาพสินค้า เน้นการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย และติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบของประเทศคู่ค้าอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของประเทศคู่แข่งในตลาดโลก เพื่อปรับตัวต่อสถานการณ์และวางกลยุทธรับมือได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ภาคเอกชนที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลักผลิตเพื่อส่งออกควรแสวงหาโอกาสออกไปลงทุนผลิตในประเทศที่มีต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานต่ำ โดยเฉพาะประเทศในอินโดจีนซึ่งตั้งอยู่ใกล้ไทย และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าในปีนี้ หรือปรับกลยุทธ์โดยหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบที่ต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากแข็งค่าของเงินบาท

ดูรายละเอียดฉบับเต็ม


เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก

หรือ

กรอกรหัสจากการทำแบบสำรวจ


การค้า