Display mode (Doesn't show in master page preview)

30 มีนาคม 2550

อุตสาหกรรม

ธุรกิจตรวจสภาพรถยนต์ปี’50 : เงินสะพัด 1,700 ล้านบาท (มองเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1967)

ข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่รถทัวร์ปรับอากาศ ป.2 สายยโสธร-กรุงเทพฯคันหนึ่งเกิดเหตุไฟไหม้ มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ทำให้มีการกล่าวถึงมาตรการที่จะป้องกันการเกิดอุบัติเหตุกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งมาตรการหนึ่งที่มีการกล่าวถึงคือ การตรวจสภาพรถ ซึ่งรถทุกคันต้องผ่านการตรวจสภาพรถก่อนการเสียภาษีประจำปี โดยมีการกำหนดเกณฑ์ว่าถ้าเป็นรถโดยสาร รถบรรทุกและรถขนาดเล็ก ซึ่งถือว่าเป็นรถสาธารณะนั้นต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถทุกปี ส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์นั้นมีการกำหนดว่าต้องตรวจสภาพรถตามกำหนดอายุรถเป็นเกณฑ์ คือ รถยนต์กำหนดไว้ตั้งแต่ปีที่ 7 เป็นต้นไป และรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป
ปัจจุบันการตรวจสภาพรถแบ่งออกเป็น 2 ตลาดคือ รถโดยสารและรถบรรทุกซึ่งเป็นรถสาธารณะนั้นผู้รับผิดชอบในการตรวจสภาพรถคือ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม อีกตลาดหนึ่งคือ ธุรกิจตรวจสภาพรถเอกชน ซึ่งกรมการขนส่งอนุญาตให้ตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์
สำหรับประเด็นของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถทัวร์ครั้งล่าสุดนี้ แม้ว่ารถทัวร์คันดังกล่าวจะเพิ่งผ่านการตรวจสภาพรถ ทำให้กรมการขนส่งทางบกต้องเพิ่มมาตรการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปด้วย ดังนี้
1) บังคับตรวจสภาพรถปีละ 2 ครั้ง กรมการขนส่งทางบกจะเร่งให้มีการออกกฎหมายเพื่อบังคับให้รถโดยสารต้องตรวจสภาพอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งให้เร็วกว่ากำหนด จากเดิมที่กำหนดจะออกบังคับใช้ในเดือน มิ.ย.2552
2).กำหนดอายุการใช้งานของรถ แนวนโยบายกำหนดอายุการใช้งานของรถโดยสารสาธารณะที่จดทะเบียนใหม่ ให้มีอายุการใช้งานที่ 7-10 ปี จากเดิมที่ไม่เคยมีการกำหนดอายุการใช้งานของรถ
3).จัดอบรมพนักงานขับรถ กรมการขนส่งทางบกจะกำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งจัดให้มีการอบรมพนักงานขับรถอย่างน้อยปีละ 7 วัน เนื่องจากที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกได้เปิดอบรมให้กับพนักงานขับรถทุกเดือน แต่มีพนักงานขับรถเข้ามารับการอบรมน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นพนักงานขับรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ส่วนพนักงานขับรถของเอกชนรายอื่นๆแทบจะไม่ให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกจะร่วมมือกับผู้ประกอบการขนส่งจัดตั้งสถาบันผลิตพนักงานขับรถมืออาชีพ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ภาคเอกชนจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถโดยสารขนาดใหญ่ทั่วประเทศด้วย
4).มาตรการเสริมอื่นๆ การกำหนดอัตราความเร็วโดยกรณีที่วิ่งในเมืองใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. กรณีที่วิ่งระหว่างเมืองไม่เกิน 90กม./ชม. พนักงานขับรถต่อใบอนุญาตปีต่อปี และให้จัดซักซ้อมผู้โดยสารกรณีมีเหตุฉุกเฉินเป็นระยะๆ นอกจากนี้ให้เพิ่มบทลงโทษรุนแรงขึ้น ทั้งนี้เพื่อป้องปรามในประเด็นเกี่ยวกับความประมาทและละเลยของบริษัทเอกชนเจ้าของรถ และพนักงานขับรถ
นอกจากการเพิ่มเติมเงื่อนไขต่างๆเพื่อความปลอดภัยของการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้นในอนาคตของกรมการขนส่งทางบก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.)กำลังเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการประกอบอาชีพ พ.ศ.... เพื่อกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานสาขาที่เป็น "งานอันตราย" จะต้องผ่านการประเมินเพื่อรับรองความสามารถก่อนจึงจะมีสิทธิทำงานได้ ซึ่งกฎหมายลักษณะนี้มีการบังคับใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศที่พัฒนาแล้ว จุดมุ่งหมายของกฎหมายฉบับนี้ นอกจากเพื่อเป็นการเพิ่ม-พัฒนาฝีมือแรงงานแล้วยังปลูกฝังจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสาธารณะ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในสาขาที่มีอันตราย เช่น คนขับรถสาธารณะ คนขับรถเครน ผู้วางระบบหรือเดินสายไฟฟ้าในอาคาร ช่างเชื่อม ช่างก่อสร้าง เป็นต้น
ส่วนธุรกิจตรวจสภาพรถเอกชนนั้น กรมการขนส่งทางบกออกกฎกระทรวงฉบับที่ 37 (พ.ศ. 2537) ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 อนุญาตให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสภาพรถนั้น ในปัจจุบันมีสถานตรวจสภาพรถเอกชนจำนวนกว่า 2,000 ราย โดยให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ดังนี้คือ ตรวจสภาพเฉพาะรถยนต์ ตรวจสภาพเฉพาะรถจักยานยนต์ และตรวจสภาพทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สำหรับกรณีตรวจสภาพรถยนต์ ขนาดของรถที่สามารถตรวจสภาพได้คือ รถที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม และรถที่มีน้ำหนักเกิน 1,600 กิโลกรัม รถที่ต้องตรวจสภาพก่อนเสียภาษีประจำปี ซึ่งรถที่จดทะเบียนตามกฎหมายรถยนต์ และจดทะเบียนไว้ในจังหวัดที่ประกาศให้ต้องตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี ดังนี้รถยนต์ที่มีอายุการใช้งาน ตั้งแต่ 7 ปี ขึ้นไปนับแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก เฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน และรถบรรทุกส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไปนับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก อัตราค่าตรวจสภาพรถนั้นขึ้นอยู่กับประเภทรถกล่าวคือ รถจักรยานยนต์คันละ 60 บาท รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กก. คันละ 150 บาท และรถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กก. คันละ 250 บาท บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์เม็ดเงินที่จะสะพัดในธุรกิจสถานตรวจสภาพรถเอกชนในปี 2550 ประมาณ 1,700 ล้านบาท โดยคำนวณจากจำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จะต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถก่อนการเสียภาษีประจำปี ซึ่งธุรกิจตรวจสภาพรถยนต์เอกชนนี้ยังมีอนาคตอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งจำนวนเม็ดเงินสะพัดอาจจะสูงกว่านี้ในกรณีที่ทางกรมการขนส่งทางบกอนุญาตให้ทางสถานตรวจสภาพรถยนต์เอกชนสามารถรับตรวจสภาพรถยนต์โดยสารบางประเภทเพิ่มเติม นอกจากนี้ในปัจจุบันนั้นการตรวจสภาพรถยนต์นั้นเข้าไปเป็นธุรกิจเสริมรายได้ให้กับอู่ซ่อมรถยนต์หรือศูนย์รถยนต์ รวมทั้งยังมีการผนวกเอาบริการต่างๆเข้าไว้ด้วยคือ ประกันภัยบุคคลที่3 ประกันภัยรถยนต์ บริการงานทะเบียนรถทุกประเภท เช่น การโอนย้าย ต่อภาษี เปลี่ยนสี-เครื่อง เป็นต้น ดังนั้นธุรกิจสถานตรวจสภาพรถยนต์เอกชนจึงได้รับความสนใจเข้ามาลงทุนอย่างมาก

ดูรายละเอียดฉบับเต็ม


เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก

หรือ

กรอกรหัสจากการทำแบบสำรวจ


อุตสาหกรรม