เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.8% YoY และ 0.7% QoQ โดยมีข้อสังเกตดังนี้• ปัจจัยที่หนุน GDP ไตรมาสแรกให้โตกว่าที่คาด มาจากการลงทุนเอกชนและรัฐรวมถึงการบริโภคทั้งรัฐและเอกชน ซึ่งทั้งสองปัจจัยหนุนการเติบโตของ GDP ไตรมาสแรกถึง 4.3% ในอีกด้านหนึ่ง การส่งออกสินค้าและการลงทุนเอกชนที่โตในระดับสูงกว่าที่คาด ถูกชดเชยผลบวกจากการนำเข้าสินค้าที่โตสูงถึง 25.4% YoYo การก่อสร้างโรงงานจากแรงหนุนของการเข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล (Data Center) และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI ช่วยหนุนการลงทุนเอกชนไตรมาส 1/2569 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 10.1% YoY แบ่งเป็นการลงทุนในเครื่องจักรขยายตัวเร่งขึ้นอย่างมากที่ 11.5% YoY และการก่อสร้างภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันที่ 3.0% YoY ประกอบกับมาตรการ “FastPass” ที่ช่วยเร่งรัดการลงทุนให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งคาดว่าแนวโน้มการเร่งรัดการลงทุนจะยังเห็นในไตรมาสที่เหลือของปี 2569
o ยอดขายรถยนต์หนุนการบริโภคเอกชน แม้ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การใช้จ่ายในหมวดยานยนต์ในไตรมาส 1/2569 ขยายตัวสูงถึง 16.3% YoY ตามยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ EV นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายในกลุ่มภัตตาคาร โรงแรม ไฟฟ้าและก๊าซที่ปรับตัวดีขึ้น หนุนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเร่งขึ้นที่ 3.2% YoY
• ระดับสินค้าคงคลังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามผลผลิตภาคอุตสาหกรรมไตรมาสแรกที่ขยายตัวพลิกกลับมาเป็นบวก จากฐานต่ำ และแรงหนุนจากการส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร แต่ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ ยางและพลาสติก เครื่องนุ่งห่ม โลหะแปรรูป และเฟอร์นิเจอร์ ยังเห็นภาพติดลบ อีกทั้งสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยยังช่วยให้ผลผลิตภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า• ดุลการค้าไตรมาส 1/2569 (ฐานดุลบัญชีเดินสะพัด) ขาดดุลครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ราว 3 ร้อยล้านดอลลาร์ฯ ลดลงจากฐานไตรมาส 1/2568 ที่เกินดุลที่ราว 9.0 พันล้านดอลลาร์ฯ อย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลจากการนำเข้าที่เร่งตัวสูงมากกว่าส่งออก ซึ่งการนำเข้าในระดับสูงสอดคล้องไปกับการส่งออกที่ขยายตัวสูงกว่าคาด ประกอบกับมีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์มาเพื่อรองรับการลงทุน FDI ในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน Data center ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเดิมประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 0.8–1.2% (ประมาณการ ณ เดือนเมษายน 2569) จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้น และภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าที่ประเมิน รวมถึงแรงหนุนเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทย และปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จาก 1.2% • แนวโน้มเม็ดเงินลงทุน FDIs จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในอุตสาหกรรม Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ที่คาดว่าจะสูงกว่าที่ประเมิน รวมถึงเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่มาจากการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยขยับประมาณการการลงทุนภาคเอกชนปี 2569 สูงขึ้นมาอยู่ที่ 4.5%• มาตรการกระตุ้นทางการคลังจากพ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้าน คาดว่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569 เพิ่มเติมที่ราว 0.3-0.6% o มาตรการกระตุ้นการบริโภควงเงินราว 2 แสนล้านบาท คาดว่าจะช่วยสนับสนุน GDP ไทยในปี 2569 ได้ราว 0.3% ของ GDP ซึ่งรวมโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 และการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยแรงหนุนหลักจะอยู่ที่การบริโภคภาคเอกชนในช่วงไตรมาส 3/2569 ภายใต้สมมติฐานว่าผู้ได้รับสิทธิ์จะนำเงินไปใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเป็นหลัก ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินใช้จ่ายเพิ่มเติมไม่สูงนัก
o วงเงินอีก 2 แสนล้านบาท ที่เตรียมไว้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของไทย ยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของโครงการและกรอบระยะเวลาดำเนินงาน ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนในรายละเอียด ประกอบกับพ.ร.ก. กู้เงินฯ ดังกล่าวกำหนดให้ก่อหนี้ให้เสร็จภายในก.ย. 2570 ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องเบิกจ่ายวงเงินทั้งหมดภายในปีงบประมาณนี้
• ดุลการค้าไทยปี 2569 คาดว่าจะเกินดุลลดลงจากที่เคยประเมินไว้ และลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ o การส่งออกปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 8.2% เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้าที่คาดว่าจะโตได้ในระดับต่ำหรือแทบไม่โตเลย โดยแรงหนุนสำคัญยังมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังได้รับอานิสงส์จากกระแส AI และการลงทุนด้าน Data Center ทั่วโลก ประกอบกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางส่วนยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ
o อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับสินค้าไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป แม้ปัจจุบันมาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการไต่สวนและยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน รวมถึงความอ่อนแอของตลาดส่งออกตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มหดตัว
o ขณะเดียวกัน การนำเข้าในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 13.9% (ฐานศุลกากร) สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน ที่ส่งผลต่อความต้องการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มเกินดุลลดลง แม้มูลค่าการส่งออกจะขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ก็ตาม
• นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ราว 30 ล้านคน จากประมาณการเดิมที่ 31.5 ล้านคน ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงราว 2 แสนล้านบาท มาอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงในช่วงที่เหลือของปี จากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มีแนวโน้มยังทรงตัวในระดับสูงและกดดันต้นทุนของสายการบินทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสารและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล • ภาคการผลิตมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ส่งผลให้ผู้ผลิตบางส่วนชะลอการผลิต ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและอุปสงค์ที่เริ่มอ่อนแรงลง โดยคาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องในปีนี้ และอาจหดตัวมากกว่าปีก่อนหน้า ยกเว้นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น