o เมื่อวันที่ 14-15 พ.ค. 2569 ณ กรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เข้าพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยวัตถุประสงค์ของการพบกันในครั้งนี้มุ่งเน้นถึงประเด็นความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ เช่น ข้อตกลงทางการค้า แร่หายาก เทคโนโลยี และไต้หวัน ทั้งนี้ กำหนดการเดิมที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะมาเยือนจีนอยู่ระหว่างวันที่ 31 มี.ค.- 2 เม.ย. 2569 แต่ถูกเลื่อนมาเป็นกลางเดือนพ.ค.2569 หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ประเด็นเรื่องสงครามในตะวันออกกลางเป็นอีกประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามองในการพบกันของสองมหาอำนาจo ข้อสรุปอย่างเป็นทางการของฝั่งสหรัฐฯ และจีน ภายหลังการพบกันของประธานาธิบดีทรัมป์ และสี จิ้นผิง สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย 1. ฝั่งสหรัฐฯ มุ่งเน้นถึงประเด็นทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยในแถลงการณ์ระบุถึงสินค้าที่จีนจะซื้อจากสหรัฐฯ ทั้งเครื่องบิน และ สินค้าเกษตร รวมถึงการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเป็นกลไกในการกำกับและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน
2. ขณะที่ฝั่งจีนมุ่งเน้นถึงประเด็นด้านความสัมพันธ์ และเรื่องไต้หวัน โดยมีการกล่าวถึงแนวคิด “Thucydides Trap” ซึ่งเป็นประเด็นที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงอ้างถึงตั้งแต่วันแรกของการหารือ สะท้อนถึงความต้องการหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ แต่เน้นย้ำการสร้างความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ และมีเสถียรภาพ อีกทั้ง กล่าวถึงประเด็นไต้หวันว่า “ไต้หวันคือเรื่องที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และจีน หากสหรัฐฯ บริหารจัดการอย่างเหมาะสม ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะมีเสถียรภาพ แต่หากดำเนินการผิดพลาดอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง" พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ไม่สนับสนุนต่อพฤติกรรมแยกเอกราชของไต้หวัน
o แม้การพบกันครั้งนี้จะช่วยลดทอนบรรยากาศความตึงเครียดของสองมหาอำนาจด้านการค้า และการลงทุน แต่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมยังคงขาดความชัดเจน และยังต้องติดตามผลสรุปที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ประเด็นด้านภาษีนำเข้าตามกรอบข้อตกลงเดิมที่สหรัฐฯ ปรับลดภาษีให้แก่จีนหลังการเจรจาการค้าเมื่อวันที่ 30 ต.ค.2568 ซึ่งครอบคลุมถึงภาษีที่ปรับขึ้นโดยใช้อำนาจ IEEPA คือ 1. การปรับลดภาษี Fentanyl ลงอยู่ที่ 10% จาก 20% และ 2. การขยายระยะเวลาปรับลดภาษี Reciprocal tariffs ลงอยู่ที่ 10% จาก 34% โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 10 พ.ย. 2568 (มีระยะเวลา 1 ปี) ซึ่งเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ศาลสูงสหรัฐฯ ได้เพิกถอนคำสั่งการปรับขึ้นภาษีนำเข้าผ่านการใช้อำนาจ IEEPA ทำให้สถานะทางกฎหมายของภาษีนั้นได้สิ้นสุดลง จึงไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงการขยายเวลาปรับลดภาษีในข้อตกลงทางการค้าดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาครั้งนั้นยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่ได้ตกลงกัน เช่น ข้อตกลงเรื่องแร่หายาก การยกเว้นค่าธรรมเนียมเรือ เป็นต้น ซึ่งจะยังเป็นประเด็นกดดันการค้าสหรัฐฯ และจีนในระยะข้างหน้า o สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังมีอยู่ แม้ปัจจุบันศาลสูงสหรัฐฯ จะเพิกถอนคำสั่งในการปรับขึ้นภาษีผ่านอำนาจ IEEPA แต่จีนยังคงเผชิญภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับสูง (รูปที่ 1) นอกจากนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยังได้เริ่มสอบสวนจีน และประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ในประเด็นปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และการใช้แรงงานภาคบังคับซึ่งจะนำไปสู่การนำมาตรา 301 การค้าที่ไม่เป็นธรรมมาใช้อีกครั้ง โดยรายการสินค้าที่มีความเสี่ยง ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เป็นต้น ทั้งนี้ แนวทางการสอบสวนของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ต่างจากเมื่อปี 2560 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งในครั้งแรก ซึ่งในอดีตสหรัฐฯ มุ่งเน้นสอบสวนจีนเป็นหลัก แต่ครั้งนี้สหรัฐฯ ได้ขยายขอบเขตการสอบสวนไปประเทศอื่น ๆ ที่จีนใช้เป็นประเทศที่สามในการส่งออก หรือย้ายไปตั้งฐานการผลิต o ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของนโยบายในสหรัฐฯ อาจทำให้เห็นการจัดระเบียบโลกใหม่ในหลาย ๆ ด้าน นับตั้งแต่ปลายปี 2568 หลายประเทศในฝั่งยุโรป เช่น ฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมัน รวมถึงสเปนได้เดินทางมาจีน และทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งคาดว่าประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐฯ จะมีการทำข้อตกลงต่าง ๆ กับจีนเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ในวันที่ 19-20 พ.ค. 2569 ประธานาธิบดีรัสเซียเตรียมจะเดินทางไปเยือนจีนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ขณะที่กำหนดการพบกันครั้งถัดไปของประธานาธิบดีทรัมป์ และสี จิ้นผิง คือ ในเดือนก.ย.2569 ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ รวมถึงในการประชุม APEC เดือนพ.ย.2569 ที่เซี่ยงไฮ้ และการประชุม G20 เดือนธ.ค.2569 ที่สหรัฐฯ
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น