• MSCI เปิดรับฟังความคิดเห็น (Consultation) ต่อข้อเสนอเปลี่ยนสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซีย นับเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นครั้งสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 15 ต.ค.2569 MSCI ให้ปรับสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เป็นตลาดที่จัดแยกต่างหาก (Standalone Market) แม้ยังไม่ใช่มติสุดท้าย แต่ความไม่แน่นอนอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินรูเปียห์
• MSCI เป็นผู้จัดทำดัชนีหุ้นที่กองทุนทั่วโลกใช้จัดพอร์ตหรือเปรียบเทียบผลตอบแทน การจัดประเภทตลาดพิจารณาจากเกณฑ์ด้านขนาดและสภาพคล่องของตลาด รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ โดยมีเกณฑ์ด้านพัฒนาการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมสำหรับตลาดพัฒนาแล้ว การจัดกลุ่มนี้ไม่ใช่การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศหรือคำแนะนำซื้อขายหุ้น
ข้อกังวลต่ออินโดนีเซียอยู่ที่ความโปร่งใสและการทำงานของตลาด ทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้น ความน่าเชื่อถือของข้อมูลสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายได้จริง (Free Float) ตลอดจนข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อขายที่อาจมีการประสานกันระหว่างผู้ลงทุน แม้ทางการอินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการปรับปรุงในหลายด้าน แต่ MSCI ยังต้องการหลักฐานว่ามาตรการดังกล่าวมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลในวงกว้าง
• หากถูกปรับสถานะเป็น Standalone หุ้นอินโดนีเซียจะถูกนำออกจากดัชนีรวม เช่น MSCI Emerging Markets ตามวันที่ MSCI กำหนด กองทุนดัชนี (Passive funds) ที่ลงทุนตามดัชนีดังกล่าวจึงปรับลดการถือครองหุ้นอินโดนีเซียเพื่อให้สอดคล้องกับองค์ประกอบดัชนีใหม่ ขณะที่การย้ายไป Frontier Market ยังเปิดโอกาสให้หุ้นอินโดนีเซียอยู่ในดัชนีตลาดชายขอบได้ แต่สถานะ Standalone อาจทำให้ฐานกองทุนที่ลงทุนในอินโดนีเซียแคบลง อย่างไรก็ตาม กองทุนที่บริหารเชิงรุก (Active Funds) จะพิจารณาตามนโยบายของแต่ละกองทุน จึงไม่ได้หมายความว่านักลงทุนต่างชาติทุกกลุ่มต้องขายหุ้นพร้อมกัน
• แรงกดดันจากการปรับพอร์ตอาจเกิดขึ้นก่อนทราบผลสุดท้าย โดยวันที่ 16 ต.ค. 2569 ดัชนีหุ้นจาการ์ตา (JCI) ปิดที่ 5,185 จุด ก่อนปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปีที่ 4,997 จุด ลดลงราว 42% จากต้นปี ในวันที่ 19 ต.ค.2569 อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าการปรับลดลงของตลาดหุ้นทั้งหมดเป็นผลจากข้อเสนอของ MSCI เพียงปัจจัยเดียวเนื่องจาก การเคลื่อนไหวของหุ้นและค่าเงินรูเปียห์ยังขึ้นอยู่กับทิศทางดอลลาร์ฯ และดอกเบี้ยโลก และปัจจัยภายในประเทศร่วมด้วย
• ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจเพิ่มขึ้น หากเงินทุนไหลออกและค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าต่อเนื่อง เมื่อผู้ลงทุนขายหุ้นและนำเงินออกนอกประเทศ อาจเพิ่มแรงกดดันให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนลง จากล่าสุดอยู่ที่ 18,052 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ (19 ต.ค. 69) อ่อนค่า 7.5% จากต้นปี ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบนำเข้าเมื่อคิดเป็นเงินรูเปียห์สูงขึ้น ธุรกิจอาจต้องรับภาระต้นทุนหรือส่งผ่านบางส่วนไปยังผู้บริโภค ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีหนี้สกุลเงินต่างประเทศแต่มีรายได้เป็นรูเปียห์อาจเผชิญภาระชำระหนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หากนักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนเพื่อชดเชยความเสี่ยงสูงขึ้น ต้นทุนการระดมทุนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและขยายกิจการ
• แรงกดดันต่อค่าเงินและเงินเฟ้ออาจจำกัดพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอินโดนีเซีย แม้ธนาคารกลางยังสามารถใช้มาตรการด้านสภาพคล่องและมาตรการสนับสนุนสินเชื่อเฉพาะกลุ่มเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ภาครัฐมีพื้นที่การคลังที่จำกัด เนื่องจากประมาณการขาดดุลการคลังปี 2569 อยู่ที่ 2.85% ของ GDP ใกล้เพดาน 3% ภายใต้ข้อจำกัดของทั้งนโยบายการเงินและการคลัง การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนจึงมีความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการลงทุนในระยะข้างหน้า
• สำหรับไทย ผู้ส่งออกไปอินโดนีเซียอาจเผชิญแรงกดดันต่อคำสั่งซื้อและอัตรากำไร เนื่องจากรูเปียห์ที่อ่อนค่าทำให้สินค้าจากต่างประเทศมีราคาสูงขึ้นสำหรับลูกค้าอินโดนีเซีย จึงควรทบทวนกลยุทธ์ด้านราคาและการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนธุรกิจไทยในอินโดนีเซียอาจเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงภาระชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น หากมีรายได้เป็นเงินรูเปียห์เป็นหลัก
• ทั้งนี้ MSCI จะรับความคิดเห็นถึงวันที่ 30 เม.ย. 2570 และประกาศผลภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2570 ส่วนวันมีผลบังคับใช้ยังต้องรอข้อสรุป โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือความคืบหน้าของการปรับปรุงโครงสร้างและความโปร่งใสของตลาดทุนอินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดความเชื่อมั่นของนักลงทุน และช่วยจำกัดความเสี่ยงที่อาจส่งผ่านจากตลาดทุนไปยังค่าเงิน ต้นทุนทางการเงิน และเศรษฐกิจจริง
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น