• ตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยแบงก์และอัตราดอกเบี้ยอื่นในระบบการเงินไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของกนง. สะท้อนกระบวนการส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยล่าสุด หลังการประชุม กนง. 25 ก.พ. 2569 ธนาคารพาณิชย์ทยอยประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับใหม่มีผลครบถ้วนพร้อมกันแล้วในธ.พ. D-SIBs (สัดส่วนสินเชื่อรวมกันกว่า 84% ของระบบแบงก์ไทย) เมื่อ 4 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา
• ลักษณะสำคัญของการปรับลดดอกเบี้ยแบงก์รอบนี้ คือ ธนาคารยังคงปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งสะท้อนการปรับดอกเบี้ยที่ให้น้ำหนักกับการบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกหนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ถูกปรับลงราว 0.05-0.15% ขณะที่ธนาคารบางแห่งเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำบางประเภทลง 0.05% ทั้งนี้ หากมองภาพรวมตั้งแต่เริ่มวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในเดือนต.ค. 2567 จะพบว่า ดอกเบี้ย M-rates ของแบงก์ D-SIBs เฉลี่ยลดลงมาแล้ว 0.70-1.22% ขณะที่ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีลดลงเฉลี่ยราว 0.82%
เป็นที่น่าสังเกตว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากจะมีรูปแบบและช่วงเวลาการปรับที่แตกต่างออกไปตามโครงสร้างพอร์ตเงินฝากของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า พอร์ตเงินฝากประจำสกุลเงินบาทที่จะยังไม่มีการปรับดอกเบี้ยลงภายในไตรมาส 1/2569 จะมีสัดส่วนสูงถึง 46% ของยอดคงค้างเงินฝากประจำโดยรวม (รูปที่ 1) ขณะที่ ต้นทุนทางการเงินในส่วนอื่นยังไม่ได้ปรับลดลงในทันที เช่นเดียวกับ Credit cost ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงตามความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน
• ในปี 2569 ลูกหนี้ได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงปลายปี 2568 จะทยอยส่งผ่านมายังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ช่วงต้นปี 2569 ขณะที่การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงก.พ.-มี.ค. 2569 จะทยอยมีผลในช่วงเวลาที่เหลือของปี ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2569 เป็นช่วงที่ต้นทุนทางการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีสัญญาเงินกู้อ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกัน และสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs)
จากยอดคงค้างสินเชื่อรายย่อยและธุรกิจที่มีวงเงินรวมกันประมาณ 12.67 ล้านล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ประมาณ 71% ของยอดคงค้างสินเชื่อดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่ช่วงการปรับลดดอกเบี้ยภายในปี 2569 ครอบคลุมทั้งพอร์ตสินเชื่อที่อ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัวและส่วนที่ปรับลดดอกเบี้ยตามรอบสัญญา ดังนั้น เมื่อรวมผลของการลดดอกเบี้ยเงินกู้ 2 รอบ (ตามรอบการประชุม กนง. ปลายปี 2568 และก.พ. 2569) จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อยลดลงรวมกันประมาณ 14,000-14,700 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนผลของดอกเบี้ยขาลงที่ส่งผ่านอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ (รูปที่ 2)
• ในทางกลับกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของแบงก์เพิ่มเติม ย่อมเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นต่อแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยในปี 2569 ขณะที่ต้นทุนเงินฝากอาจปรับลดได้ในกรอบจำกัดตามโครงสร้างของพอร์ตเงินฝาก ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ของระบบแบงก์ไทยจะชะลอลงมาอยู่ที่กรอบ 2.50-2.60% ในปี 2569 จากระดับ 2.76% ในปี 2568 (รูปที่ 2)
Scan QR Code
หมายเหตุ
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น