Display mode (Doesn't show in master page preview)

30 มิถุนายน 2549

การค้า

ไทย VS มาตรการ NTBs : อุปสรรคการค้าเสรี

การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2549 มุ่งเน้นใช้การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจัยภายในประเทศไม่สามารถผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ทั้งการลงทุนและ การบริโภคภายในที่ชะลอตัว รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้การส่งออกของไทยในปี 2549 ขยายตัว 17.5% ขณะที่ในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-พฤษภาคม) การส่งออกขยายตัว 16.5% อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยในปีนี้ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการแข็งค่าของค่าเงินบาท ราคาน้ำมันในระดับสูงทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ย ขาขึ้น และที่สำคัญ คือ อุปสรรคจากมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTBs) ที่สินค้าส่งออกของไทยประสบมาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันแม้ว่าภาษีศุลกากรของสินค้าในการค้าโลกลดลงเป็นลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากพันธกรณีการเปิดเสรีการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) แต่การใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTBs) กลับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับและมีรูปแบบใหม่ๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นที่น่าสังเกตว่า วัตถุประสงค์ของการใช้มาตรการ NTBs ได้เปลี่ยนจากการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศ มาเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ โดยใช้มาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Sanitary and Phyto-Sanitary Measures : SPS) และมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้าด้านเทคนิค (Technical Barriers to Trade : TBT) มากขึ้นเป็นลำดับ โดยคำนึงถึงสุขภาพอนามัย ความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก รวมทั้งการรักษาและปกป้องสิ่งแวดล้อมและสวัสดิการของแรงงาน

สินค้าส่งออกไทย : เผชิญมาตรการ NTBs
  1. สินค้าประมงไทย - การส่งออกกุ้งของไทยไปสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับมาตรการ NTBs หลายรูปแบบ โดยไทยถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และเรียกเก็บเงินค้ำประกันการนำเข้า (Continuous Bond) สินค้ากุ้งแช่แข็ง รวมทั้งการที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ออกข้อบังคับให้ผู้ส่งออกกุ้งไทยต้องมีใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมจากองค์กรเอกชนของสหรัฐฯ ได้แก่ Aquaculture Certification Council (ACC) โดยไม่ยอมรับใบรับรองการตรวจสอบของกรมประมงของไทย ทำให้บริษัทเอกชนไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการตรวจสอบของ ACC และอาจทำให้ห้างอื่นๆ ในสหรัฐฯ กำหนดกฎระเบียบนี้ตามมา

    สหภาพยุโรป (อียู) ออกข้อบังคับด้านสาธารณสุขฉบับใหม่ในช่วงต้นปี 2549 โดย อียูจะไม่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าที่มีความปลอดภัยไม่ถึงระดับมาตรฐาน เช่น มีสารปนเปื้อน/แบคทีเรีย/เชื้อโรค เเกินมาตรฐาน โดยข้อบังคับนี้ของอียูครอบคลุมเพิ่มเติมถึงสินค้าประมง รวมถึงกุ้ง จากเดิมที่กำหนดเฉพาะมาตรฐานสินค้าผักและผลไม้สด นอกจากนี้ อียูยังตั้งเงื่อนไขให้หลายองค์กรเอกชนของตนเข้ามาตรวจสอบกระบวนการผลิตกุ้งของไทย โดยไม่ยอมรับใบตรวจรับรองของกรมประมงของไทยเช่นเดียวกับสหรัฐฯ ดังนั้น ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าประมง และอาหารทะเลกระป๋องแปรรูป ควรคำนึงถึงมาตรฐานด้าน food safety ไม่เช่นนั้นอาจถูกประเทศอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย (ซึ่งเป็นประเทศที่สหภาพยุโรปนำเข้าสินค้าประมงเช่นกัน) แย่งชิงตลาดสหภาพยุโรปไปได้
  2. สินค้าอุตสาหกรรมไทย - สินค้าอุตสาหกรรมของไทยต้องเผชิญกับอุปสรรคการส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรปมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากกฎระเบียบ RoHS (Directive on the Restriction of the Use of certain Hazardous Substances in Electrical and Electronic Equipment) กำหนดสารอันตรายต้องห้าม 6 ชนิด ในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2549 จากก่อนหน้านี้ที่อียูกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับเศษเหลือทิ้งของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ WEEE (Directive on Waste Electrical and Electronic Equipment) ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยไปอียูเพิ่มขึ้น จากการถูกผลักภาระต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ WEEE โดยผู้นำเข้าของ EU นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2550 ร่างกฎหมายระเบียบควบคุมเคมีภัณฑ์ (Regulation on the Registration, Evaluation, and Authorization of Chemicals : REACH) ของอียูจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งครอบคลุมเคมีภัณฑ์ต้องห้ามถึง 30,000 ชนิด กฎหมาย RoHS ที่กำหนดสารอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ทำให้สินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทยไปสหภาพยุโรป ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ได้รับผลกระทบโดยต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารอันตราย 6 ชนิดในการผลิตสินค้า สินค้าส่งออกสำคัญอื่นๆ ของไทยไปสหภาพยุโรปที่จะได้รับผลกระทบจากกฎ RoHS ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ (สินค้าส่งออกอันดับ 5 ของไทยไป EU) และส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ (สินค้าส่งออกอันดับ 8 ของไทยไป EU)

ภาครัฐและภาคเอกชนไทยควรร่วมมือกันพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย เพื่อขจัดอุปสรรคจากมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ที่กำหนดเป็นเงื่อนไขกับสินค้าส่งออกของไทย ถือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) รูปแบบใหม่ที่ไทยเผชิญในปัจจุบัน และ มีแนวโน้มการใช้มาตรการนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ภาครัฐควรเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยผ่านองค์กรกลางด้านมาตรฐานสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนภาคเอกชนควรเร่งพัฒนาคุณภาพสินค้า โดยคำนึงถึงมาตรฐานสากลและกฎระเบียบของประเทศคู่ค้าสำคัญๆ ทั้งด้านสุขอนามัย การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพแรงงาน เพื่อกระตุ้นให้การส่งออกของไทยขยายตัวตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะการส่งออกของไทยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของ GDP โดยเฉพาะในปี 2549 ที่ปัจจัยภายในทั้งการลงทุนและการบริโภคชะลอตัว จากราคาน้ำมันในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐชะงักงัน และความไม่แน่ชัดทางการเมือง ล้วนเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้

ดูรายละเอียดฉบับเต็ม


เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก

หรือ

กรอกรหัสจากการทำแบบสำรวจ


การค้า