Display mode (Doesn't show in master page preview)

2 มิถุนายน 2569

Econ Digest

สงครามอิหร่าน ดันราคาแนฟทาสูงขึ้น 77% อุปทานโลกตึงตัว ฉุดปริมาณนำเข้าลด 60%

คะแนนเฉลี่ย
        ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งอุปทานแนฟทาหลักของโลก โดยคิดเป็นเกือบ 40% ของการค้าแนฟทาทั่วโลก ทั้งนี้ ความขัดแย้งในอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อุปทานแนฟทาโลกเข้าสู่ภาวะตึงตัว และผลักดันให้ราคาแนฟทาในไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นราว 77% ในเดือนเมษายน 2026 เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน

        ราคาแนฟทาที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิตและบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด ส่งผลให้อุปสงค์แนฟทาในประเทศหดตัว 24% ในเดือนเมษายนเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์

        ขณะเดียวกัน ภาวะตึงตัวของอุปทานแนฟทาโลกจากข้อจำกัดด้านการขนส่งจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนการแข่งขันเพื่อแย่งชิงอุปทานแนฟทาจากแหล่งผลิตทางเลือก เช่น สหรัฐฯ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ได้ฉุดให้ปริมาณการนำเข้าแนฟทาของไทยลดลงราว 60% ในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้อุปทานหดตัวแรงกว่าอุปสงค์ และกดดันให้ระดับสต็อกแนฟทาของไทยมีทิศทางลดลงต่อเนื่อง

        ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ไทยมีการปรับตัวโดยกระจายแหล่งนำเข้าแนฟทา และน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแนฟทา ไปยังประเทศอื่นมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาอุปทานจากประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เช่น UAE กาตาร์ โอมาน และคูเวต

        สำหรับการนำเข้าแนฟทา แหล่งนำเข้าทางเลือกสำคัญของไทย เช่น สหรัฐฯ และอินเดีย ในขณะที่แหล่งน้ำเข้าน้ำมันดิบทางเลือกของไทย เช่น สหรัฐฯ และลิเบีย

        การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบในระยะสั้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนการขนส่ง ระยะทาง และคุณภาพวัตถุดิบโดยเฉพาะน้ำมันดิบ ที่อาจแตกต่างจากแหล่งเดิม ส่งผลให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงต้องเผชิญภาวะต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest