Display mode (Doesn't show in master page preview)

8 มิถุนายน 2569

Econ Digest

อียู – บราซิล – จีน จับมือจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรตลาดคาร์บอน สร้างมาตรฐานกติกาคาร์บอนเป็นภาษากลางการค้าโลก

คะแนนเฉลี่ย
อียู-บราซิล-จีน ร่วมมือจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรตลาดคาร์บอน (Open Coalition on Compliance Carbon Markets) ผลักดันระบบตลาดคาร์บอนภาคบังคับทั่วโลกให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเทียบเคียงกันได้ ส่งสัญญาณการกำหนดกติกาด้านคาร์บอนเป็นภาษากลางสำหรับการค้าของโลก

•    ปัจจุบันตลาดคาร์บอนภาคบังคับ ได้แก่ ระบบ Emission Trading Scheme (ETS) และภาษีคาร์บอนทั่วโลก ความครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นราว 28% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด จากตลาดคาร์บอนภาคบังคับระดับชาติรวมกันกว่า 80 ระบบ ใน 50 ประเทศ จึงมีความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบ Measurement/Monitoring, Reporting, and Verification (MRV) การวัดและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การทวนสอบข้อมูล การทำบัญชีคาร์บอน เพื่อป้องกันปัญหาด้านการนับซ้ำ และคุณภาพของการลดก๊าซเรือนกระจก

•    EU ถือเป็นประเทศที่เป็นผู้นำด้านระบบตลาดคาร์บอน โดยมีการบังคับใช้ EU ETS ตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภูมิภาคกว่า 40% คิดเป็น 2.5% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกของโลก ขณะที่จีนกำลังมีบทบาทในตลาดคาร์บอนเนื่องจากเริ่มขยายขอบเขตของมาตรการ China National ETS ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ เหล็ก ซีเมนต์ และอลูมิเนียม ซึ่งครอบคลุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51% ของประเทศ คิดเป็น 15.3% ของโลก และเป็นผู้เล่นหลักใน Supply Chain โลก นอกจากนี้ บราซิล เจ้าภาพการประชุม COP30 ครั้งล่าสุด และเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการลดคาร์บอนจากภาคป่าไม้สูงมาก ได้ผลักดันให้เกิดความร่วมมือพัฒนามาตรฐานตลาดคาร์บอนภาคบังคับดังกล่าว ส่งผลให้ภาพตลาดคาร์บอนภาคบังคับ ทั้ง ETS และภาษีคาร์บอนจะถูกนำมาใช้มากขึ้น

•    สำหรับในทิศทางในอนาคต ตลาดคาร์บอนคงจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่การซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซภายในประเทศเท่านั้น แต่จะเชื่อมกับการค้า การลงทุน และต้นทุนของสินค้าอุตสาหกรรมทั่วโลก ผลักดันให้กติกาคาร์บอนกลายเป็นภาษากลางการค้าโลก ซึ่งความร่วมมือนี้จะมีผลต่อภาคธุรกิจมากขึ้น ประเทศที่มีระบบวัดและคิดราคาคาร์บอนน่าเชื่อถือจะมีความได้เปรียบ ดังนั้น ความพร้อมด้านข้อมูล เช่น การตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรับรองมาตรฐานตามหลักสากลและตามความต้องการของคู่ค้าปลายทาง จะมีผลต่อความสามารถในการส่งออกมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 2026 เป็นต้นไป

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

Econ Digest