Display mode (Doesn't show in master page preview)

23 กุมภาพันธ์ 2569

Econ Digest

ทั้งปี 2569 คาดส่งออกไทยขยายตัว 1.6% จากแรงหนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์

คะแนนเฉลี่ย
o การส่งออกไทยเดือนม.ค. 2569 ขยายตัวที่ 24.4%YoY สูงสุดในรอบกว่า 4 ปีและสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 8.2%YoY โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งออกในเดือนม.ค. 2569 มีรายละเอียด ดังนี้ (รูปที่ 1) 
- การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวอยู่ที่ 67.0%YoY (contribution to growth 11%) โดยขยายตัวเร่งขึ้นจากเดือนธ.ค. 2568 ที่ขยายตัว 52.8%YoY นำโดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปตลาดสหรัฐฯ ที่ขยายตัวสูงถึง 97.3%YoY ซึ่งถูกหนุนด้วยขาขึ้นของวัฏจักรสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ในกลุ่มดังกล่าวยังได้รับการยกเว้นเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 232 
- การส่งออกทองคำขยายตัวสูงที่ 136.2%YoY (contribution to growth 7%) หนุนจากทั้งราคาและปริมาณ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าโลก โดยราคาทองคำโลกปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ระดับเกินกว่า 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนม.ค. 2569 ขณะที่แนวโน้มราคาแม้ปรับลดลงจากระดับสูงสุดแต่ยังอยู่ในระดับสูง และคาดว่าทองคำจะยังเป็นปัจจัยหนุนการส่งออกไทยในปี 2569 นี้ 

o สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ 1.6% จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัวที่ -1.2% โดยแนวโน้มการส่งออกไทยในไตรมาส 1/2569 มีโอกาสขยายตัวสูงกว่า 10% และคาดว่าจะชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีรายละเอียดดังนี้ 
1) การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม AI และดาต้าเซ็นเตอร์ (รูปที่ 2 และ 3) โดยในช่วง 20 วันแรกของเดือนก.พ. 2569 การส่งออกของเกาหลีใต้ขยายตัว 23.5%YoY หนุนโดยการส่งออก เซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูงถึง 134%YoY ขณะเดียวกัน แม้สหรัฐฯ จะประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงบางประเภทตั้งแต่เดือนม.ค. 2569 แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นชิปทั่วไป ด้วยปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว จึงปรับเพิ่มประมาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยปีนี้เป็นขยายตัวมากกว่า 10% จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว 
2) ผลคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยกเลิกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA หนุนการส่งออกไทยไม่มาก แต่เพิ่มความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าการเก็บภาษีภายใต้กฎหมายฉุกเฉิน (IEEPA) เกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี ส่งผลให้มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ถูกยกเลิก และต่อมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 122 กับทุกประเทศคู่ค้าในอัตรา 15% ซึ่งสามารถเก็บได้สูงสุดเป็นระยะเวลา 150 วัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2569 ซึ่งผลต่อการส่งออกไทยคาดว่าจะมีดังนี้ 
o การส่งออกไทยที่เคยถูกจัดเก็บภาษี Reciprocal Tariffs ในอัตรา 19% คิดเป็นสัดส่วนราว 35% ของมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้รับการปรับลดอัตราภาษีลงเหลือ 15% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งอาจส่งผลต่อการเร่งส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าวไปยังสหรัฐฯ ได้บ้าง เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนที่สหรัฐฯ อาจพิจารณามาตรการภาษีเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ผลต่อการส่งออกไทยทั้งปียังขึ้นกับมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติมในระยะต่อไปด้วย ทั้งนี้ การประมาณการส่งออกไทยที่ 1.6% ได้คำนึงถึงปัจจัยดังกล่าวไว้แล้ว 
o นอกจากนี้ อัตราภาษี 15% ตามมาตรา 122 ถูกกำหนดในระดับเดียวกันทุกประเทศ จึงไม่ได้ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับคู่ค้าอื่นเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งอัตราภาษีของจีนภายใต้ IEEPA หลังจากบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อเดือนต.ค. 2568 อยู่ที่ 20% ใกล้เคียงกับอัตราภาษีของไทยก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ส่งผลให้ทิศทางการค้าโดยรวมมีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ 
o สหรัฐฯ ยังคงยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าบางรายการที่มีความจำเป็นต่อสหรัฐฯ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับรายการที่กำหนดไว้ใน Annex II ภายใต้ Reciprocal Tariffs อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตรบางประเภท ซึ่งมีสัดส่วนราว 40% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด ขณะที่สินค้าส่งออกไทยราว 25% ถูกจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 อาทิ เหล็ก อลูมิเนียม และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากคำตัดสินของศาล และจะยังคงถูกจัดเก็บภาษีที่อัตราเดิมต่อไป 
o อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการจัดเก็บภาษี 15% ภายใต้มาตรา 122 สิ้นสุดลงใน 150 วัน เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น มาตรา 232 ที่มุ่งเน้นไปยังรายอุตสาหกรรมด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ และมาตรา 301 ที่มุ่งเน้นรายประเทศด้วยเหตุผลการค้าที่ไม่เป็นธรรมมาใช้เพิ่มเติม โดยในระหว่างนี้ ไทยและภูมิภาคอาเซียนอาจจะได้รับผลบวกจากการเร่งส่งออกในระยะสั้น แต่ภาพรวมทั้งปียังขึ้นอยู่กับมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่จะนำมาใช้เพิ่มเติมในระยะถัดไป

Scan QR Code


QR Code

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น