Display mode (Doesn't show in master page preview)
  • Error loading navigation: TermSet not found

25 กรกฎาคม 2561

สถาบันการเงิน

สินเชื่อสุทธิเดือน มิ.ย. 2561 เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จากภาคธุรกิจและรายย่อย ขณะที่เงินฝากชะลอลง (มองเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3753)

​​           ภาพรวมสินเชื่อสุทธิเดือน มิ.ย. 2561 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.06 แสนล้านบาท เป็น 11.31 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.95% MoM สูงที่สุดในรอบครึ่งแรกปีนี้ ทำให้อัตราเพิ่มเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนไต่ระดับขึ้นเป็น 5.02%YoY  และ 2.23%YTD โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากธนาคารขนาดใหญ่ ตามการเพิ่มของสินเชื่อภาคธุรกิจและสินเชื่อรายย่อย ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอียังปรับตัวลดลงในบางธนาคาร  

           ขณะที่เงินฝากเดือน มิ.ย. 2561 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน 3.67 หมื่นล้านบาท หรือ 0.30% MoM เป็น 12.32 ล้านล้านบาท แต่ยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนและสิ้นปีก่อนที่ 5.78% และ 1.86% ตามลำดับ โดยการลดลงของเงินฝากในเดือนนี้กระจายไปยังทุกกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะในธนาคารที่ยังมีสภาพคล่องส่วนเกินสูง ประกอบกับมีการโยกเงินฝากออมทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจและธุรกิจรายใหญ่ รวมทั้งมีเงินฝากประจำพิเศษที่ครบกำหนดในเดือนนี้ถึง 14 ตัว ซึ่งระบบธนาคารมีออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำพิเศษใหม่ 9 ตัวเพื่อชดเชย ส่วนใหญ่เป็นของธนาคารขนาดเล็ก มีระยะเวลาฝากไม่เกิน 1 ปี และอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% เทียบกับต้นปี

          สินเชื่อที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ธนาคารชะลอเงินฝากและเงินกู้ยืมลง ทำให้สภาพคล่องโดยรวมของธนาคารตึงตัวขึ้น โดยสัดส่วนเงินให้สินเชื่อรวมต่อเงินฝากที่รวมตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม (LTD+Borrowing Ratio) ขยับขึ้นสูงสุดในรอบครึ่งแรกปีนี้เป็น 87.02% จากระดับ 85.95% ในเดือนก่อนหน้า และสอดคล้องกับอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมที่ชะลอลงมาที่ 20.98% จากระดับ 22.30% ในเดือนก่อนหน้ารายย่อยเป็นตัวนำ  

          ทั้งนี้ ภาพรวมสินเชื่อในช่วงครึ่งแรกปี 2561 ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งมากกว่าที่คาดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออก ทำให้ความต้องการสินเชื่อในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ยังมีแรงกดดันต่อสินเชื่อเอสเอ็มอีบางกลุ่มโดยเฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็กและย่อมที่ยังไม่ฟื้นตัวได้ทันกับภาคเศรษฐกิจอื่น สำหรับสินเชื่อรายย่อยปรับตัวดีขึ้นตามคาด จากทั้งสินเชื่อที่มีพอร์ตขนาดใหญ่อย่างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รวมทั้งสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน (บัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสด)    

        สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าคงจะประคองการเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งแรกสู่เป้าหมายที่ 5.0% โดยมีสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อรายย่อยเป็นตัวนำ ขณะที่ธนาคารหลายแห่งโดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ครึ่งปีแรกมีสินเชื่อขยายตัวสูง ส่วนใหญ่ยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีไว้เท่าเดิม ซึ่งให้ภาพที่สะท้อนความระมัดระวัง ท่ามกลางความขัดแย้งของนโยบายการค้าในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่อาจกดดันโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งความเสี่ยงจากความผันผวนของกระแสเงินทุนซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจไทย

      สถานการณ์ดังกล่าว ประกอบกับสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์ อาจทำให้แนวโน้มการแข่งขันในเรื่องราคาเงินฝากอยู่ในกรอบจำกัด ซึ่งทำให้ผู้ออมหันมาให้ความสำคัญกับบริการและความสะดวกที่ได้รับ นั่นหมายความว่า การแข่งขันพัฒนาช่องทางบริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ผู้ออมเปิดบัญชีออนไลน์ได้ด้วยตนเอง และสามารถทำธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับบัญชีอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้หลากหลายประเภทขึ้น ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำหรือได้รับการยกเว้นนั้น คงจะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออมมากขึ้นในระยะถัดไป 


ดูรายละเอียดฉบับเต็ม


เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก

หรือ

กรอกรหัสจากการทำแบบสำรวจ